ผู้ดำเนินรายการ: ณัฐพล วิสุทธิแพทย์
Date: 18 August 2026
Time: 13.15 – 14.45
Room: Auditorium 2
——————————————
บทเรียนจากการสื่อสารรสชาติวัฒนธรรมผ่านจอ: กระบวนการจัดการมรดกวัฒนธรรมในอาหารโดยชุมชน และข้อเท็จจริงจากโลกทุนนิยมสื่อ
นิธิ วติวุฒิพงศ์
(นักสร้างสรรค์เนื้อหา บริษัท พลีอาดีส บางกอก จำกัด)
วัฒนธรรมในอาหารมักถูกสื่อสารในมิติของการบริโภค การพาณิชย์ และการตลาด โดยละเลยความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และภูมิปัญญาท้องถิ่น โครงการสื่อสารคดี “พหุโอชา” พยายามก้าวข้ามสภาวการณ์ดังกล่าว โดยใช้สารคดีโทรทัศน์และสื่อออนไลน์ในการบริหารจัดการมรดกวัฒนธรรม ด้วยการออกแบบการสื่อความหมาย (Interpretation Design) ที่เน้นการคืนอำนาจให้ชุมชนเป็น “ผู้สื่อความหมาย” หลัก อาศัยกระบวนการสร้างสรรค์ร่วม (Co-creation) ให้ชาวบ้าน เกษตรกร และผู้ประกอบอาหารท้องถิ่น ร่วมกับนักวิชาการแขนงอื่น ๆ นอกธุรกิจอาหาร รวม 110 คน ใน 28 จังหวัด ถ่ายทอดอัตลักษณ์ของตนเอง แทนผู้มีชื่อเสียงในวงการอาหาร โดยมีนักวิชาการ 14 ท่านร่วมตรวจสอบเนื้อหา ดำเนินงานด้วยงบประมาณจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ผลลัพธ์เชิงประจักษ์พบว่า สื่อชุดนี้เข้าถึงผู้ชมกว่า 1.28 ล้านครั้ง ผู้ชมร้อยละ 82.2 ตระหนักถึงความสำคัญของการรักษามรดกวัฒนธรรมท้องถิ่น และร้อยละ 75 ภาคภูมิใจในความหลากหลายทางวัฒนธรรม นอกจากนี้ พื้นที่สื่อออนไลน์ยังทำหน้าที่คืนพลัง (Empowerment) ให้ผู้คนเข้ามาร่วมยืนยันอัตลักษณ์และแสดงความภูมิใจในรากเหง้าของตนเองอย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม ข้อค้นพบสำคัญอีกด้านคือ “ความย้อนแย้งในโลกความเป็นจริง” แม้ตัวงานจะเป็นที่ยอมรับว่ามีคุณค่า และสร้างผลกระทบทางสังคมได้ แต่ในมุมมองของอุตสาหกรรมสื่อและผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดกลับประเมินว่า เนื้อหาจากโครงการซึ่งยึดโยงกับชุมชนฐานรากในระดับชีวิตประจำวันนั้น ขาดศักยภาพในการทากำไรเชิงพาณิชย์และยากต่อการผลักดันสู่กระแสหลัก สะท้อนความท้าทายของการจัดการมรดกวัฒนธรรมชุมชน ภายใต้ระบบนิเวศเศรษฐกิจที่ “คุณค่าทางสังคมและวัฒนธรรม” มักถูกประเมินค่าต่ำกว่า “มูลค่าทางการตลาด”
คำสำคัญ: การจัดการมรดกวัฒนธรรม, วัฒนธรรมในอาหาร, ความหลากหลายทางสังคม, นิเวศเศรษฐกิจสร้างสรรค์
——————————————
ถั่วเน่าเมอะในฐานะมรดกภูมิปัญญาอาหาร: การสื่อสารอัตลักษณ์ชุมชนบ้านแม่ปาน–สันเกี๋ยงผ่านกระบวนการภัณฑารักษ์ชุมชน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รัฐพล พรหมมาศ
(อาจารย์ประจำคณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่)
ถั่วเน่าเมอะของบ้านแม่ปาน–สันเกี๋ยงไม่ใช่เพียงอาหารพื้นถิ่นหรือผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองหมัก แต่เป็นมรดกภูมิปัญญาอาหารที่รวมความรู้เรื่องวัตถุดิบ การถนอมอาหาร เครื่องมือ พื้นที่ผลิต ความทรงจำเชิงผัสสะ และวิถีครัวเรือนของชุมชนไว้ด้วยกัน บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์ถั่วเน่าเมอะในฐานะวัตถุวัฒนธรรมที่กินได้ และเสนอกรอบการสื่อสารอัตลักษณ์ชุมชนผ่านกระบวนการภัณฑารักษ์ชุมชน โดยอาศัยการสังเคราะห์เอกสาร งานวิจัยเดิม วัสดุข้อมูลจากพื้นที่ และกรอบแนวคิดด้านมรดกอาหาร วัตถุวัฒนธรรม ความทรงจำอาหาร การตีความมรดก และภัณฑารักษ์ชุมชน
ผลการสังเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า ถั่วเน่าเมอะมีคุณค่าในฐานะวัตถุอาหารที่เชื่อมโยงมิติทางกายภาพและมิติทางวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน ตัวอาหารทำให้เห็นกลิ่น รส เนื้อสัมผัส สี และรูปทรง ขณะที่กระบวนการผลิตทำให้เห็นความรู้เชิงปฏิบัติของผู้ทำ การใช้เครื่องมือ ภาชนะ เตารมควัน ใบตอง ไฟ ควัน เวลา และการสังเกตความพอดีที่สืบทอดผ่านการลงมือทำ กระบวนการภัณฑารักษ์ชุมชนจึงทำหน้าที่เป็นกลไกในการคัดเลือก ถอดความรู้ จัดระบบ ตีความ และสื่อสารคุณค่าของถั่วเน่าเมอะ โดยไม่แยกอาหารออกจากผู้คน พื้นที่ และความทรงจำของชุมชน
ข้อเสนอของบทความคือ การสื่อสารอัตลักษณ์ผ่านถั่วเน่าเมอะควรเริ่มจากฐานความรู้ของชุมชน มิใช่จากการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์หรือการสร้างจุดขายทางการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว หากมีการจัดระบบและตีความอย่างเหมาะสม ถั่วเน่าเมอะสามารถเป็นสื่อกลางของการเรียนรู้มรดกอาหาร การธำรงอัตลักษณ์ท้องถิ่น และการพัฒนาพื้นที่เรียนรู้ในระยะต่อไป โดยยังคงเคารพสิทธิในการเล่าเรื่อง บริบทพื้นที่ และศักดิ์ศรีของภูมิปัญญาชุมชน
คำสำคัญ: ถั่วเน่าเมอะ, ภัณฑารักษ์ชุมชน, มรดกภูมิปัญญาอาหาร
——————————————
พิพิธภัณฑ์ชุมชน: ว่าด้วยเรื่องของคาทอลิกจีนโพ้นทะเล มิสซาภาษาแต้จิ๋ว และกาลที่เปลี่ยนผ่าน
ธนพร ทองนพ
(นักศึกษาปริญญาตรี สาขาวิชาอาณาบริเวณศึกษา วิชาเอกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)
บทความนี้มุ่งวิเคราะห์บทบาทของวัดกาลหว่าร์ในฐานะพิพิธภัณฑ์ของชุมชนและเครื่องมือทางวัฒนธรรมเพื่อการสืบทอดอัตลักษณ์ความเชื่อของคาทอลิกเชื้อสายจีน ผ่านการตั้งชื่อศาสนสถานและการประกอบพิธีบูชาขอบพระคุณด้วยภาษาจีนแต้จิ๋ว ภายใต้บริบทการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ส่งผลต่อจารีตดั้งเดิม ทั้งกระแสโลกาภิวัตน์หลังการสังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 และสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
ผลการศึกษาพบว่าวัดกาลหว่าร์ได้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของการผสมผสานทางวัฒนธรรม ระหว่างความเชื่อคริสต์ศาสนากับจารีตประเพณีจีนและภูมิปัญญาภาษาจีน โดยมี “มิสซาภาษาแต้จิ๋ว” เป็นสื่อกลางในการแสดงความเชื่อของชาวคาทอลิกจีนโพ้นทะเล ท่ามกลางยุคโลกาภิวัตน์ซึ่งคนรุ่นใหม่หันมาสื่อสารด้วยภาษาไทยและภาษาอังกฤษเป็นหลัก วัดกาลหว่าร์จึงแปรสภาพจากที่เป็นเพียงศาสนสถาน สู่พื้นที่เพื่อรื้อฟื้นและนิยามความหมายใหม่ให้กับอัตลักษณ์คาทอลิกจีนในยุคปัจจุบัน จากที่ภาษาจีนแต้จิ๋วเป็นภาษาเพื่อคนจีน สู่ภาษาจีนแต้จิ๋วเพื่อทุกคน มีการปฏิรูปการใช้ภาษาจีนในพิธีบูชาขอบพระคุณให้เข้าถึงได้ง่ายกับผู้ที่สนใจ รวมถึงการวางแผนการฟื้นฟูและอนุรักษ์ภาษาจีนแต้จิ๋วในระยะยาว
สรุปได้ว่า วัดกาลหว่าร์ได้เป็นตัวแทนของชุมชนจีนในการอนุรักษ์ความเป็นจีนโพ้นทะเล โดยใช้การปรับเปลี่ยนสถานภาพของภาษาจีนแต้จิ๋วในพิธีกรรมทางศาสนาให้มีความเป็นสาธารณะและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ขยายบทบาทจากพื้นที่ทางศาสนาสู่พิพิธภัณฑ์ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ซึ่งช่วยสนับสนุนทั้งการสืบทอดจารีตวัฒนธรรมข้ามรุ่น และการวางแผนฟื้นฟูภาษาจีนแต้จิ๋วในพิธีมิสซาของชุมชนในระยะยาว
——————————————
การจัดการเนื้อหาและสื่อความหมายเรื่องผีไทยในพิพิธภัณฑ์
บุญญา ขำเพ็ง
(สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล)
ผีไทยถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทยมาอย่างยาวนาน ทั้งสำหรับกลุ่มชนบางกลุ่มและสำหรับ
คนทั่วไป ในแง่ของความเชื่อ ประเพณี วิถีชีวิต รวมทั้งปรากฏอยู่ในสื่อร่วมสมัยอย่างแพร่หลาย จึงนับว่าผีไทย
เป็นมรดกทางวัฒนธรรมได้ อย่างไรก็ตาม องค์ความรู้เกี่ยวกับผีไทยยังมีลักษณะกระจัดกระจาย ขาดการรวบรวม จัดระเบียบและถ่ายทอดอย่างเป็นระบบ รวมถึงยังขาดพื้นที่การเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนสามารถทำความเข้าใจเรื่องผีในมิติทางวัฒนธรรมได้อย่างเป็นกลาง ในฐานะที่พิพิธภัณฑ์เป็นพื้นที่สำหรับการเรียนรู้อย่างมีพลวัต มีศักยภาพที่จะรวบรวมองค์ความรู้นี้ได้เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการนำไปต่อยอดเพื่อการนำเสนอความรู้ในรูปแบบต่าง ๆ ต่อไป ดังนั้นงานวิจัยในหัวข้อ “การจัดการเนื้อหาและสื่อความหมายเรื่องผีไทยในพิพิธภัณฑ์” นี้ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิธีการจัดการองค์ความรู้เรื่องผีไทยในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ โดยใช้พิพิธภัณฑ์เป็นเครื่องมือ และเพื่อสร้างแนวทางการจัดการเนื้อหาและสื่อความหมายเรื่องผีไทยสำหรับพิพิธภัณฑ์ ซึ่งผลที่คาดว่าจะได้รับ คือ องค์ความรู้เกี่ยวกับผีไทยโดยรวมเบื้องต้นพร้อมแนวทางสำหรับการจัดการเนื้อหาและการสื่อความหมายที่เหมาะสมสำหรับการนำเสนอเรื่องผีไทยในพิพิธภัณฑ์
ในการประชุมวิชาการครั้งนี้ผู้วิจัยต้องการนำเสนอกรอบแนวคิดทฤษฎีสำหรับการวิจัยนี้ โดยมีแนวคิดทางพิพิธภัณฑศึกษา ได้แก่ การสื่อความหมาย (Museum Interpretation) และ การคิวเรท (Curation) ภายใต้บริบทของพิพิธภัณฑวิทยาใหม่ (New Museology) ประกอบกับแนวคิดด้านการจัดการมรดกทางวัฒนธรรม (Cultural Heritage Management) รวมถึงนำเสนอกรอบการวิจัย และผลจากการทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับผีไทยเบื้องต้น