ผู้ดำเนินรายการ: ผุสดี รอดเจริญ
Date: 18 August 2026
Time: 13.15 – 14.45
Room: Auditorium 1
——————————————
การจัดการก่อนความตาย: ปฏิบัติการภัณฑารักษ์ในรูปแบบดูแลแบบประคับประคอง
กิตติมา จารีประสิทธิ์
(ภัณฑารักษ์ประจำพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยใหม่เอี่ยม จังหวัดเชียงใหม่)
ความตายเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกหนี การเตรียมการล่วงหน้าจึงเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อ ปีพ.ศ. 2568 พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยใหม่เอี่ยมได้จัดนิทรรศการ ช่อมาลา นิทรรศการเดี่ยวครั้งสำคัญของ อารยา ราษฎร์จำเริญสุข ศิลปินหญิงร่วมสมัยชาวไทยผู้มีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ นิทรรศการนี้จัดแสดง ทั้งใน จังหวัดเชียงใหม่และ เมือง ดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยมี กิตติมา จารีประสิทธิ์ และ โรเจอร์ เนลสัน เป็นภัณฑารักษ์ร่วม ได้รวบรวมผลงานตลอดการทำงาน 45 ปีของศิลปินควบคู่ไปกับผลงานชิ้นใหม่ที่ สร้างสรรค์ขึ้นสำหรับนิทรรศการนี้โดยเฉพาะ แนวทางการทำงานศิลปะของอารยา เปรียบเสมือนอัตชีวประวัติ อันลึกซึ้ง ซึ่งเกี่ยวพันกับความตายอย่างแยกไม่ออก และก่อร่างขึ้นจากความโศกเศร้าส่วนตัวตั้งแต่การสูญเสีย มารดาก่อนวัยอันควร การจากไปของผู้คนอันเป็นที่รัก ไปจนถึงเรื่องราวของสุนัขหลากหลายชีวิตที่เป็นดัง ครอบครัว
ความตั้งใจของภัณฑารักษ์ในการจัดนิทรรศการครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การจัดนิทรรศการรวบรวมผลงานศิลปะย้อนหลัง (Retrospective) แต่เพื่อเน้นย้ำถึงความต่อเนื่องและพลังงานที่ยังปรากฏในการทำงานศิลปะ ของเธอ การคัดเลือกผลงานศิลปะจากจำนวนหลายร้อยชิ้นในหลากหลายสื่อ จำเป็นต้องอาศัยระเบียบวิธี ที่หยั่งรากลึกบนความไว้วางใจ ความใกล้ชิด และความใส่ใจอย่างถึงที่สุดระหว่างศิลปินและภัณฑารักษ์
บทความนี้จึงเน้นศึกษาความรับผิดชอบที่ขยายขอบเขตออกไปของภัณฑารักษ์ เมื่อต้องทำงานกับศิลปินอาวุโสที่ไม่มีทั้งแกลเลอรี่ตัวแทนและทายาท ภายใต้โจทย์ที่ว่าเราจะจัดการกับผลงานศิลปะ ของศิลปินอย่างไรหลังจบการแสดงนิทรรศการครั้งใหญ่ และจะเตรียมการล่วงหน้าอย่างไร เมื่อถึงเวลา ที่ศิลปินเสียชีวิต ตลอดจนสำรวจว่าการมีส่วนร่วมของภัณฑารักษ์จะสามารถช่วยบรรเทาความกังวลของศิลปินต่อการดูแลและส่งต่อมรดกทางศิลปะของเธอได้อย่างไร เพื่อให้เกียรติแก่ประวัติชีวิตของอารยา และธำรงรักษามรดกทางความคิดสร้างสรรค์ของเธอไว้สำหรับอนาคต ภัณฑารักษ์จึงใช้กระบวนการ จัดทำอาร์ไคฟ์ (Archive) เป็นเครื่องมือสำคัญ โดยมิได้จัดทำภายใต้กรอบของกลไกเชิงสถาบันตามขนบ หากแต่ในฐานะปฏิบัติการภัณฑารักษ์ที่เปี่ยมด้วยความเข้าอกเข้าใจ
การนำเสนอนี้ชวนให้ทำความเข้าใจการปฏิบัติงานภัณฑารักษ์ในฐานะรูปแบบหนึ่งของ “การดูแลแบบประคับประคอง” (palliative care) กล่าวคือ กรอบแนวคิดแห่งความเอื้ออาทรที่ครอบคลุม ทั้งการเตรียมการ การธำรงรักษา และการส่งต่อมรดกทางศิลปะผ่านการร่วมกันสร้างอาร์ไคฟ์ เช่นนั้นแล้ว ภัณฑารักษ์จึงทำหน้าที่เสมือนผู้ดูแลมรดกทางศิลปะของศิลปิน เพื่อให้ผลงานตลอดชีวิตของเธอยังคงดำรงอยู่ ต่อไปอย่างมีศักดิ์ศรีและเปี่ยมด้วยความเคารพ
——————————————
สถาปนาชีวิตในพื้นที่หลังบ้าน: อัตชาติพันธุ์วรรณนาว่าด้วยการชำแหละร่างสุนัขในพิพิธภัณฑ์ทางสัตวแพทย์
วีธราวรรณ รัชตะดำรงกิจ
(นักศึกษาปริญญาโท หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพิพิธภัณฑศึกษา สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล)
บทความนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยอัตชาติพันธุ์วรรณนา (Autoethnography) เพื่อสำรวจกระบวนการจัดการร่างสุนัขที่ได้รับบริจาคภายในพื้นที่ของพิพิธภัณฑ์กายวิภาคและพยาธิวิทยาทางสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก่อนที่ร่างนั้นจะถูกเปลี่ยนสถานะเป็นวัตถุจัดแสดง ผู้เขียนวิเคราะห์การทำงานร่วมกับนักวิทยาศาสตร์ในห้องปฏิบัติการทางกายวิภาคผ่านกรอบแนวคิดของ Vinciane Despret โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง การสถาปนา (Instauration) ซึ่งมองว่าการดำรงอยู่ของความตายนั้นเกิดจากการเรียกร้องความใส่ใจจากผู้ที่ยังอยู่เบื้องหลัง จากการเข้าไปมีส่วนร่วมในประสบการณ์ทางผัสสะผ่านการผ่าร่างสุนัข ผู้เขียนพบว่ากระบวนการเตรียมวัตถุจัดแสดงไม่ได้เป็นเพียงการทำงานของนักวิทยาศาสตร์เพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นปฏิบัติการที่เกิดจากการทำงานร่วมกัน ระหว่างผู้เขียน นักวิทยาศาสตร์ และร่างกายของสุนัขที่ได้รับบริจาค ข้อค้นพบสำคัญชี้ให้เห็นว่า ทั้งผู้เขียนและผู้ทำงานในพิพิธภัณฑ์ต่างทำหน้าที่ร่วมกันในการสถาปนาชีวิตใหม่ให้แก่สุนัข โดยเปลี่ยนสถานะจากซากศพไปสู่รูปแบบการดำรงอยู่ใหม่ในเชิงความรู้ทางสัตวแพทย์และความทรงจำ ปฏิสัมพันธ์ทางกายภาพในห้องทดลองนี้ช่วยเผยให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนของความสัมพันธ์ที่ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องพ้นไปจากความตาย บทความนี้ชี้ให้เห็นว่า พิพิธภัณฑ์ทางสัตวแพทย์ทำหน้าที่เป็นพื้นที่ปฏิบัติการที่มนุษย์และสิ่งอื่นร่วมกันประกอบสร้างความหมายใหม่ผ่านการจัดการทางผัสสะ ซึ่งส่งผลให้วัตถุจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ไม่ได้เป็นเพียงซากที่หยุดนิ่ง แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการตอบรับเสียงเรียกร้องของร่างกายสุนัข เพื่อร่วมกันสร้างหนทางให้ชีวิตที่ล่วงลับมีความหมายในรูปแบบใหม่
คำสำคัญ: การสถาปนา, การชำแหละ, อัตชาติพันธุ์วรรณนา, พิพิธภัณฑ์กายวิภาคและพยาธิวิทยาทางสัตวแพทย์
——————————————
การพัฒนาที่กลับลำดับ: กรณีศึกษาการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์วัดในประเทศไทย กรณีศึกษาภาคสนาม พิพิธภัณฑ์วัดประเภทเจ้าอาวาสเป็นศูนย์กลางการจัดการ ในเขตพื้นที่ภาคกลางตอนล่างและธนบุรี
ต้นพงษ์ สิทธิพงษ์
(พิพิธภัณฑ์สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ และห้องสมุดมงคลสิริ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการดำเนินงานภาคสนามด้านการจัดแสดงนิทรรศการกับระบบการจัดการคลังและวัตถุของพิพิธภัณฑ์วัดในประเทศไทย โดยอาศัยกรณีศึกษาจากประสบการณ์การปฏิบัติงานจริง ผลการศึกษาพบว่าพิพิธภัณฑ์วัดจำนวนหนึ่งมีแนวโน้มเริ่มต้นจากการรวบรวมและจัดแสดงวัตถุ โดยยังมิได้พัฒนาระบบพื้นฐานทางพิพิธภัณฑ์ควบคู่กัน อาทิ ระบบทะเบียนวัตถุ การจัดการคลัง และกระบวนการคัดแยกคุณค่าของวัตถุ
ลักษณะดังกล่าวส่งผลต่อการสื่อความหมายของนิทรรศการและความน่าเชื่อถือของชุดสะสม เช่น การปรากฏร่วมกันของวัตถุแท้และวัตถุเลียนแบบโดยขาดข้อมูลกำกับ ตลอดจนข้อจำกัดในการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากภาคสนามเข้าสู่ระบบคลังและการจัดแสดงในระยะยาว นอกจากนี้ ยังพบว่าการดำเนินงานที่ขาดกรอบแนวคิดเชิงระบบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ส่งผลต่อความต่อเนื่องและความยั่งยืนของพิพิธภัณฑ์ในบริบทของการเปลี่ยนแปลงผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
การศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการบูรณาการระหว่างการทำงานภาคสนาม การจัดแสดง และการจัดการคลังสะสมอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างคุณค่าด้านคอลเลกชันและคุณค่าด้านองค์ความรู้ อันเป็นพื้นฐานสำคัญของบทบาทพิพิธภัณฑ์ในฐานะแหล่งเรียนรู้ของสังคมร่วมสมัย
——————————————
มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง สุราษฎร์ธานี และเสียงเล่าที่ยังไม่ได้นำเสนอในพิพิธภัณฑ์วัดไทร (บ้านดอน)
อาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ
(ดุษฎีบัณฑิตสาขาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)
วัดไทรเป็นอารามเก่าแก่ของอำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตั้งอยู่ในบริเวณชุมชนดั้งเดิมที่เรียกว่า “บ้านดอน” อีกทั้งปัจจุบันยังได้รับการส่งเสริมให้เป็นสถานที่สำคัญในเชิงวัฒนธรรมตามแนวทางของชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี จุดหนึ่งที่ผู้มาเยี่ยมเยือนวัดไทรจะต้องพบเห็นสะดุดตาคือศาลาการเปรียญสองชั้นสร้างด้วยไม้ที่มีอายุนับร้อยปี ซึ่งเดิมทีถูกปล่อยทิ้งไว้และไม่เปิดใช้งานนานหลายสิบปี กระทั่งปลายทศวรรษ 2550 ทางวัดและชุมชนได้ร่วมกันบูรณะซ่อมแซมอาคารใหม่ แล้วเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์สำหรับเรียนรู้อดีตและวันวานของจังหวัด พร้อมอนุญาตให้ประชาชนเข้าชมได้ทุกวันนับแต่ต้นทศวรรษ 2560 เรื่อยมา หากพิจารณาตามข้อมูลทางประวัติศาสตร์แล้ว ศาลาการเปรียญดังกล่าวเคยมีบทบาทในสถานการณ์สำคัญ เช่น เคยเป็นฐานบัญชาการของทหารญี่ปุ่นที่ยึดครองสุราษฎร์ธานีช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้น อย่างไรก็ดี สิ่งที่ถูกนำเสนอในพิพิธภัณฑ์กลับเน้นการจัดแสดงโบราณวัตถุทางพระพุทธศาสนา รวมถึงข้าวของเครื่องใช้เก่าๆเสียมากกว่า ส่งผลให้เสียงเล่าอีกมากมายที่เคยโลดแล่นและเชื่อมโยงกับศาลาการเปรียญดูเหมือนจะขาดหายไปอย่างน่าเสียดาย โดยเฉพาะการเคยเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง สาขาสุราษฎร์ธานี บทความนี้พิจารณาการสร้างความหมายและการเล่าเรื่องของพิพิธภัณฑ์วัดไทร (บ้านดอน) อาศัยแนวทางการศึกษาประวัติศาสตร์สังคมมาใช้ในการอภิปราย ซึ่งจากผลการศึกษา ผู้เขียนพบว่ามีเสียงเล่าอีกไม่น้อยที่ไม่ถูกนำเสนอไว้ในศาลาการเปรียญ เนื่องจากความรับรู้และวิธีดำเนินงานของชุมชนท้องถิ่นยังจำกัดอยู่ในกรอบที่ว่าพิพิธภัณฑ์ต้องจัดแสดงโบราณวัตถุเท่านั้น
คำสำคัญ: มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง, สุราษฎร์ธานี, พิพิธภัณฑ์วัดไทร (บ้านดอน), ศาลาการเปรียญ, เสียงเล่าที่ขาดหาย