ผู้ดำเนินรายการ: กฤตธี ตัณฑสิทธิ์
Date: 18 August 2026
Time: 09.00 – 10.30
Room: Auditorium 1
——————————————
สัจจะวัสดุในงานศิลปะ: ความงามที่ซ่อนอยู่ในเนื้อแท้
รองศาสตราจารย์ ดร.พิเชษฐ์ เปียร์กลิ่น
(อาจารย์ประจำคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จังหวัดปัตตานี)
การวิจัยเชิงปฏิบัติการทางศิลปะ (Practice-led Research) นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและสร้างสรรค์ ผลงานทัศนศิลป์ร่วมสมัยในรูปแบบศิลปะจัดวางเฉพาะที่ (Site-specific Installation) โดยบูรณาการทฤษฎี สัจจะวัสดุ (Truth to Materials) วัตถุนิยมแนวใหม่ (New Materialism) และปรากฏการณ์วิทยา (Phenomenolo-gy) เข้ากับพุทธปรัชญาว่าด้วยกฎแห่งไตรลักษณ์ กระบวนการวิจัยให้ความสำคัญกับการลงพื้นที่ปฏิบัติงานจริง (Fieldwork) และการอยู่ร่วมกับพื้นที่ เพื่อทำความเข้าใจบริบททางประวัติศาสตร์ และนิเวศวิทยา โดยทำการสร้างสรรค์ผลงานขึ้นในพื้นที่จัดแสดงโดยตรง (In situ creation) กระบวนการนี้มุ่งเน้น การรื้อถอนโครงสร้าง (Deconstruction) ของวัสดุอินทรีย์ที่พบในพื้นที่ ได้แก่ ใบโพธิ์ ใบสัก และลำไม้ไผ่ ณ พื้นที่กรณีศึกษา 2 แห่ง คือ อาคาร 100 ปี อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย และศูนย์การเรียนรู้ อำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น
ผลการวิจัยและปฏิบัติการทางศิลปะในพื้นที่จริง ก่อให้เกิดผลงาน 2 ชุด ได้แก่ “สัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านและมิติเขตแดน” และ “มาลัยสวรรค์” ซึ่งแสดงให้เห็นองค์ความรู้ใหม่ทางสุนทรียศาสตร์ 4 ประการ คือ 1) การเปลี่ยนผ่านสถานะของวัสดุอินทรีย์จากสื่อกลางสู่ผู้กระทำการที่สื่อสารความหมายผ่านกระบวนการเสื่อมสลายตามสภาพแวดล้อมจริง 2) การผสานวัตถุนิยมแนวใหม่เข้ากับพุทธปรัชญาเชิงประจักษ์ ผ่านการฉลุลาย ดอกพิกุลลงบนโครงข่ายเส้นใยใบโพธิ์ 3) การให้นิยามใหม่แก่พื้นที่และกาลเวลาในศิลปะจัดวาง โดยใช้สภาวะของพื้นที่จริงสร้างความขัดแย้งทางผิวสัมผัส (Contrast) ระหว่างความเปราะบางของใบไม้แห้งกับความแข็งกระด้างของสถาปัตยกรรมดั้งเดิม และ 4) กระบวนการรื้อถอนโครงสร้างเพื่อเปิดเผยสัจจะวัสดุ ผลลัพธ์จากการวิจัยสรุปได้ว่า การลงพื้นที่เพื่อสร้างสรรค์งานศิลปะที่อิงกับกาลเวลา (Time-Based Art) โดยลดทอนการปรุงแต่งและปล่อยให้วัสดุดำเนินไปตามวัฏจักรธรรมชาตินั้น สามารถกระตุ้นปริมณฑลทางปรากฏการณ์วิทยาให้ผู้ชมได้รับประสบการณ์ทางสุนทรียะและตระหนักถึงความงามที่ซ่อนอยู่ในสัจธรรมแห่งความไม่เที่ยง (อนิจจัง) ได้อย่างเป็นรูปธรรม
คำสำคัญ: สัจจะวัสดุ, อำนาจการกระทำการของวัสดุ, ศิลปะจัดวางเฉพาะที่, การสร้างสรรค์ในพื้นที่จริง, สุนทรียศาสตร์แห่งความไม่เที่ยง
——————————————
สภาวะหลับใหลทางจิตสำนึก: ศิลปะจัดวางกับการปลุกตระหนักรู้ในวิกฤตสิ่งแวดล้อม
อาจารย์นุรัตนา หะแว
(อาจารย์สาขาวิชาทัศนศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จังหวัดปัตตานี)
บทความนี้วิเคราะห์แนวคิด “สภาวะหลับใหลทางจิตสำนึก” ผ่านศิลปะจัดวางในเทศกาล Kenduri Seni Patani โดยบูรณาการสุนทรียศาสตร์เชิงนิเวศและจิตวิทยาพฤติกรรม เปรียบเทียบการทิ้งขยะเพียงหนึ่งชิ้นกับการนอนหลับที่มนุษย์หลงลืมตัวเอง ชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมในชีวิตประจำวันถูกขับเคลื่อนด้วยความเคยชิน เมื่อทำซ้ำโดยคนนับล้านจะสะสมเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อม ผลงานจึงใช้กลวิธีสร้างประสบการณ์เชิงกายภาพให้ผู้ชมล้มตัวนอนใต้โมบายจากขยะในภาวะ “ไม่ตื่นรู้” จำลองสภาวะหลับใหลและบังคับให้ “ตื่นขึ้น”
ผลงานนี้มุ่งเน้นนำเสนอประเด็นผ่านตัวบ่งชี้ 3 ประการได้แก่
- ความเคยชิน: นำเสนอผ่านวัตถุใช้ครั้งเดียวที่ถูกจัดวางให้ผู้ชมเดินผ่านโดยไม่สังเกต
- สภาวะหลับใหล: สร้างบรรยากาศแสงน้อย เสียงลมผ่านอย่างเบาๆ เพื่อสื่อถึงการตัดขาดจากผลกระทบ
- การตื่นรู้: ออกแบบจุดสนใจด้วยแสง เสียง และปฏิสัมพันธ์ที่บังคับให้ผู้ชมต้องเลือกและรับรู้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา
ศิลปะจัดวางปลุกจิตสำนึกได้ผ่านสุนทรียศาสตร์แห่งความขัดแย้ง (ความงามจากขยะ) และปฏิสัมพันธ์ทางกายภาพ (เปลี่ยนผู้ชมเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา) ข้อสรุปชี้ว่า “สภาวะหลับใหล” คือต้นเหตุของหายนะส่วนรวม และการตื่นรู้เชิงประจักษ์ผ่านศิลปะจัดวางจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญในการปลุกตระหนักรู้และเปลี่ยนพฤติกรรมต่อวิกฤตสิ่งแวดล้อม จากการสังเกตพฤติกรรมผู้ชมในพื้นที่เทศกาล
คำสำคัญ: สภาวะหลับใหล, ศิลปะจัดวาง, วิกฤตสิ่งแวดล้อม, ความเคยชิน
——————————————
จุดผกผันทางศิลปะร่วมสมัย: การสำรวจปฏิสัมพันธ์ระหว่างศิลปะ พืช สัตว์ และสภาพแวดล้อมในปฏิบัติการนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยไทย
สุระวิทย์ บุญจู
(นักศึกษาปริญญาโท หลักสูตรสังคมวิทยาและมานุษยวิทยามหาบัณฑิต สาขาวิชามานุษยวิทยา
คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)
บทความมุ่งสำรวจปรากฏการณ์นิทรรศการและเทศกาลศิลปะร่วมสมัยไทยซึ่งนำเสนอถ่ายทอดสิ่งไม่ใช่มนุษย์ (nonhuman) หรือมากกว่ามนุษย์ (more-than-human) ในระยะสามปีที่ผ่านมา การหันกลับมาให้ความสนใจต่อสิ่งรอบตัว สรรพชีวิตที่ปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ ภายใต้ประเด็นสิ่งไม่ใช่มนุษย์ที่มักถูกเน้นย้ำได้ผกผันให้ทบทวนบทบาทของปฏิบัติการทางศิลปะและการกระทำของมนุษย์ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไว้อย่างสลักสำคัญ บทความนี้มีวัตถุประสงค์ในการเริ่มต้นสำรวจกรอบคิดและชี้ให้เห็นถึงความสำคัญในการปรับประยุกต์แนวคิดทางมานุษยวิทยาและชาติพันธุ์วรรณนาหลากหลายสายพันธุ์ (multispecies ethnography) ในการแลกเปลี่ยนกระบวนการคิดและการออกแบบนิทรรศการศิลปะร่วมสมัย อีกทั้งวิเคราะห์สภาวะการพัวพันในพหุสัมพันธ์ของปฏิบัติการนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยไทยผ่านแนวทางการเข้าอกเข้าใจ (empathy/einfühlung) ของ อีดิธ สไตน์ (Edith Stein) เพื่อเสนอกระบวนการคิดและสร้างความเข้าใจต่อปฏิบัติการทางศิลปะอันแวดล้อมด้วยสายสัมพันธ์ของสรรพชีวิต กับข้อเสนอการรับรู้สร้างความเข้าใจในคุณค่าต่อปรากฏการณ์ของปฏิบัติการทางนิทรรศการร่วมสมัยแบบสุนทรียศาสตร์เชิงแวดล้อม (environmental aesthetics) ซึ่งพยายามลดทอนทัศนะมนุษย์เป็นศูนย์กลางและตระหนักถึงการดำรงอยู่ท่ามกลางดาวโลกที่กำลังผุพัง (living on a damaged planet)
คำสำคัญ: ศิลปะร่วมสมัยไทย, สุนทรียศาสตร์, หลากหลายสายพันธุ์
——————————————
การสร้างชุดการ์ดกับการตีความแบบมีส่วนร่วม: การรื้อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้ชมและวัตถุพิพิธภัณฑ์”
ดร.รวีดาอร มณเฑียร
(Museum & Library Plannee Thailand)
งานวิจัยนี้มุ่งแทรกแซง (intervene) วิธีที่พิพิธภัณฑ์ผลิตความหมาย โดยเสนอ “การสร้างชุดการ์ด” ในฐานะระบบการตีความที่ถูกออกแบบขึ้น ซึ่งปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างผู้ชมกับวัตถุ และนำเสนอวิธีการใช้คอลเลกชันในรูปแบบใหม่ แม้การตีความในพิพิธภัณฑ์ร่วมสมัยจะให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมและประสบการณ์มากขึ้น แต่ยังคงมีช่องว่างระหว่างแนวคิดดังกล่าวกับระบบที่ทำให้เกิดขึ้นได้จริงในทางปฏิบัติ
โดยอาศัยกรอบแนวคิดของ Staiff และ Bushell ที่แยก “โลกของสิ่งที่ถูกมอง” (world of the viewed) ออกจาก “โลกของผู้มอง” (world of the viewer) งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าพิพิธภัณฑ์ยังคงเน้นการตีความเชิงวัตถุและบริบท ขณะที่มิติของการสร้างความหมายเชิงประสบการณ์และการเชื่อมโยงส่วนบุคคลยังไม่ได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบ ช่องว่างดังกล่าวจึงเป็นพื้นที่ที่การสร้างชุดการ์ดเข้ามาทำงาน
การศึกษานี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการ โดยผู้เขียนพัฒนาและวิเคราะห์ชุดการ์ดสามชุด ได้แก่ The Gatsby Love & Wisdom Oracle ชุดการ์ดแนวคิดการปลดปล่อยอาณานิคม (Rethinking Colonial, Reinstitution และ Shadow Deck) และ Wing of Wisdom ซึ่งแสดงให้เห็นว่าชุดการ์ดมิได้ทำหน้าที่ถ่ายทอดความหมาย หากแต่เป็นระบบที่ออกแบบเงื่อนไขให้ความหมายเกิดขึ้นผ่านการปฏิสัมพันธ์ การตั้งคำถาม และการเชื่อมโยงเชิงสัญลักษณ์
การสร้างชุดการ์ดทำหน้าที่กระตุ้นการตีความระดับตติยภูมิ (tertiary interpretation) โดยเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมสร้างความหมาย การสะท้อนคิด และความเชื่อมโยงจากประสบการณ์ของตนเอง ส่งผลให้การตีความเคลื่อนจากโลกของสิ่งที่ถูกมอง ไปสู่โลกของผู้มองในฐานะผู้ร่วมสร้างความหมาย
การสร้างชุดการ์ดเปลี่ยนคอลเลกชันจากวัตถุที่ถูกจัดแสดง ไปสู่เครื่องมือของการสร้างประสบการณ์