Panel A1: พหุทัศน์ใหม่ในการสร้างประสบการณ์พิพิธภัณฑ์

19
views

ผู้ดำเนินรายการ: พจนก กาญจนจันทร

Date: 17 August 2026
Time: 14.15 – 15.45 
Room: Auditorium 1

——————————————

การออกแบบพิพิธภัณฑ์เสมือนเพื่อการอนุรักษ์วัฒนธรรม กรณีศึกษาชุมชนท่าฉลอม

อิชยา นิธิพงศธร

(นักศึกษาหลักสูตรศิลปมหาบัณฑิต (แผน ก) สาขาวิชาการออกแบบนิเทศศิลป์ คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร)

ชุมชนท่าฉลอม จังหวัดสมุทรสาคร เป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่มีทุนทางวัฒนธรรมโดดเด่น ทั้งด้านวิถีชีวิต สถาปัตยกรรม ศาสนสถาน และมรดกของชุมชนไทยเชื้อสายจีน อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและพฤติกรรมการรับสื่อในยุคดิจิทัล ส่งผลให้การถ่ายทอดองค์ความรู้ของชุมชนในรูปแบบดั้งเดิมมีข้อจำกัด งานวิจัยนี้จึงมุ่งออกแบบพิพิธภัณฑ์เสมือนในรูปแบบเว็บไซต์เชิงปฏิสัมพันธ์ โดยประยุกต์ใช้หลักการออกแบบนิเทศศิลป์เพื่ออนุรักษ์ สื่อสาร และส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการเรียนรู้มรดกวัฒนธรรมท้องถิ่น

การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและวิเคราะห์มรดกทางวัฒนธรรมของชุมชนท่าฉลอม 2) พัฒนากรอบแนวคิดการออกแบบพิพิธภัณฑ์เสมือน 3) ออกแบบและพัฒนาต้นแบบเว็บไซต์เชิงปฏิสัมพันธ์ และ 4) ประเมินประสิทธิภาพของสื่อด้านการรับรู้ ความเข้าใจ และการมีส่วนร่วมของกลุ่มเป้าหมาย โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาชุมชน 10 คน ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบนิเทศศิลป์และสื่อดิจิทัล 5 คน และผู้ใช้งานสื่อดิจิทัลอายุ 18–35 ปี จำนวน 100 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและสถิติเชิงพรรณนา

ผลการวิจัยพบว่า มรดกทางวัฒนธรรมของชุมชนประกอบด้วยมรดกที่จับต้องได้และมรดกที่จับต้องไม่ได้ โดยมีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ วิถีชีวิต ศาสนสถาน ภูมิปัญญาท้องถิ่น และสถาปัตยกรรม กรอบแนวคิดการออกแบบพิพิธภัณฑ์เสมือนประกอบด้วย 4 มิติ ได้แก่ การเล่าเรื่อง การจัดวางข้อมูลเชิงภาพ เทคโนโลยีเชิงปฏิสัมพันธ์ และประสบการณ์ผู้ใช้ ผลการประเมินต้นแบบพบว่า “ผู้ใช้งานส่วนใหญ่มีความคิดเห็นเชิงบวกต่อเว็บไซต์พิพิธภัณฑ์เสมือน และเห็นว่าการนำเสนอผ่านภาพวาดเสมือนจริง การเล่าเรื่อง และองค์ประกอบเชิงปฏิสัมพันธ์ ช่วยส่งเสริมการรับรู้ ความเข้าใจ และการมีส่วนร่วมในการเรียนรู้มรดกทางวัฒนธรรม รวมทั้งทำให้ผู้ใช้งานเข้าใจประวัติความเป็นมา อัตลักษณ์ของชุมชนไทยเชื้อสายจีน และที่มาของชื่อ “ท่าฉลอม” ได้อย่างชัดเจน ผลการวิจัยสะท้อนว่า การประยุกต์ใช้หลักการออกแบบนิเทศศิลป์ในการพัฒนาพิพิธภัณฑ์เสมือนสามารถเป็นสื่อดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพในการสื่อสาร อนุรักษ์ และเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรมของชุมชน พร้อมทั้งส่งเสริมการรับรู้ ความเข้าใจ และการมีส่วนร่วมของผู้ใช้งานในบริบทสังคมดิจิทัลได้อย่างเหมาะสม

คำสำคัญ:  พิพิธภัณฑ์เสมือน, มรดกวัฒนธรรม, การเล่าเรื่องแบบดิจิทัล, การออกแบบนิเทศศิลป์, การออกแบบปฏิสัมพันธ์, ชุมชนท่าฉลอม    

——————————————

เมื่อภัณฑารักษ์ไม่ใช่มนุษย์: ปัญญาประดิษฐ์ แรงงานศิลปะ และการผลิตซ้ำ กรณีศึกษานิทรรศการ Everyday I Solo

อาจารย์อนุวัฒน์ อภิมุขมงคล

(อาจารย์ประจำวิชาเอกทัศนศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จังหวัดปัตตานี)

บทความนี้มุ่งศึกษาบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ในฐานะภัณฑารักษ์เชิงปฏิบัติการ ผ่านกรณีศึกษานิทรรศการ Everyday I Solo โดย อนุวัฒน์ อภิมุขมงคล ซึ่งเป็นโครงการแสดงนิทรรศการเดี่ยวจำนวน 30 นิทรรศการภายในระยะเวลา 30 วัน โดยมี AI Generative Pre-Trained Transformers-5 (Chat GPT-5) ทำหน้าที่ในการสร้างแนวคิดนิทรรศการ เขียนข้อความประชาสัมพันธ์ ออกแบบโปสเตอร์ เสนอรูปแบบการติดตั้ง และกำหนดทิศทางการสื่อสารของนิทรรศการ ขณะที่ศิลปินทำหน้าที่เป็นแรงงานผู้ผลิตผลงานภายใต้กระบวนการสื่อสารและการทำงานร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ บทความนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบปฏิบัติการสร้างสรรค์ ร่วมกับการวิเคราะห์แนวคิดด้านการผลิตซ้ำเชิงกล แรงงานเชิงวัฒนธรรม และภาวะหลังมนุษย์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างศิลปิน ปัญญาประดิษฐ์ และระบบศิลปะร่วมสมัย ผลการศึกษาพบว่า ปัญญาประดิษฐ์สามารถตอบสนองต่อกระบวนการทำงานด้านการภัณฑารักษ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในด้านการจัดการข้อมูล การสร้างข้อความ การออกแบบการสื่อสาร และการเชื่อมโยงองค์ประกอบต่าง ๆ ของนิทรรศการให้มีความครบถ้วนและต่อเนื่องภายใต้ระยะเวลาที่จำกัด ขณะเดียวกันปัญญาประดิษฐ์ ยังเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในระดับที่เคยเป็นพื้นที่เฉพาะของมนุษย์ ทั้งในด้านการสร้างความหมาย การกำหนดทิศทางนิทรรศการ และการผลิตวาทกรรมทางศิลปะ อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาพบว่า กระบวนการรับรู้เชิงสุนทรียะ การตัดสินเชิงบริบท และการสร้างความสัมพันธ์ภายในพื้นที่ศิลปะ ยังคงต้องอาศัยประสบการณ์และการรับรู้ของมนุษย์ ดังนั้น ปัญญาประดิษฐ์จึงไม่ได้เข้ามาแทนที่มนุษย์อย่างสมบูรณ์ แต่กำลังเปลี่ยนแปลงบทบาทและโครงสร้างแรงงานของโลกศิลปะร่วมสมัยภายใต้ยุคหลังโลกาภิวัตน์

คำสำคัญ: ปัญญาประดิษฐ์, ภัณฑารักษ์, แรงงานศิลปะ, การผลิตซ้ำ, ศิลปะร่วมสมัย

——————————————

การออกแบบเสียงประกอบด้วยความรู้ทางภูมิสัททเพื่อเติมเต็มประสบการณ์รับชมพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย

ณัชพล ครองบุญยิ่ง

(สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล)

งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาและออกแบบเสียงประกอบสำหรับพื้นที่พิพิธภัณฑ์ โดยเน้นการสร้างประสบการณ์การรับรู้ “ความศักดิ์สิทธิ์” ของวัตถุจัดแสดงภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย ผ่านแนวคิดภูมิสัทท (soundscape) และมานุษยวิทยาผัสสะ (sensory anthropology) แม้งานศึกษาด้าน soundscape ในพิพิธภัณฑ์จะได้รับความสนใจมากขึ้นในช่วงหลัง แต่การศึกษาการใช้เสียงเพื่อสื่อสารความศักดิ์สิทธิ์ของวัตถุจัดแสดงในบริบทพิพิธภัณฑ์ไทยยังมีอยู่อย่างจำกัด งานวิจัยนี้จึงตั้งคำถามถึงองค์ประกอบของเสียงที่ส่งผลต่อการรับรู้ความศักดิ์สิทธิ์ และวิธีการออกแบบเสียงเพื่อเสริมประสบการณ์การเยี่ยมชมพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ภายในพิพิธภัณฑ์

งานวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพผ่านแนวทาง sensory ethnography ร่วมกับการศึกษาภูมิสัทท โดยเก็บข้อมูลผ่านการบันทึกเสียงสภาพแวดล้อม (soundscape recording) การสัมภาษณ์บุคลากรพิพิธภัณฑ์ และผู้เข้าชมหลากหลายช่วงวัย รวมถึงการวิเคราะห์ความหมายของเสียงผ่านแนวคิดสัญญวิทยา (semiology) เพื่อตีความเสียงในฐานะ “สัญญะ” ของความศักดิ์สิทธิ์ นอกจากนี้ยังนำแนวคิด participatory museum มาใช้ในการออกแบบแนวทางการเล่าเรื่องผ่านเสียง โดยคำนึงถึงประสบการณ์และความสัมพันธ์ระหว่างผู้ชมกับวัตถุจัดแสดง

ผลการศึกษาเบื้องต้นชี้ให้เห็นว่า การรับรู้ความศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้เกิดจากเนื้อหาเชิงศาสนาโดยตรงเท่านั้น แต่ยังสัมพันธ์กับคุณลักษณะของพื้นที่เสียง เช่น ความเงียบ จังหวะเสียง เสียงสะท้อน และสภาพแวดล้อมทางเสียงที่ส่งผลต่อภาวะการจดจ่อและอารมณ์ร่วมของผู้ชม ขณะเดียวกัน “เสียงรบกวน” หรือ anthropophony บางประเภทสามารถลดทอนประสบการณ์ความศักดิ์สิทธิ์ของพื้นที่ได้ งานวิจัยนี้เสนอแนวทางการออกแบบภูมิสัททสำหรับพิพิธภัณฑ์ในฐานะเครื่องมือในการสื่อสารความหมายทางวัฒนธรรม สร้างประสบการณ์เชิงผัสสะ และเติมเต็มการรับรู้พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ในบริบทพิพิธภัณฑ์ร่วมสมัย     

——————————————

จากการกีดกันทางวัฒนธรรมสู่การมีส่วนร่วมเชิงสุนทรียะ: การมีส่วนร่วมกับพิพิธภัณฑ์ผ่านวัฒนธรรมดิจิทัลในประเทศไทย

อรณัชชา นาคนวพันธ์ // Erwin James Alonzo dela Cruz

(นักศึกษาปริญญาเอก หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา หลักสูตรนานาชาติ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)

ในบริบทของเมืองไทยร่วมสมัย พิพิธภัณฑ์และพื้นที่ศิลปะร่วมสมัยกำลังถูกหมุนเวียนและรับรู้ผ่านวัฒนธรรมดิจิทัลเชิงสุนทรียะมากขึ้น การเข้าชมพิพิธภัณฑ์ในปัจจุบันจึงมิได้เป็นเพียงการเสพงานศิลปะเท่านั้น หากยังปรากฏในฐานะประสบการณ์ทางสังคมที่ถูกจัดวางและนำเสนอผ่านภาพถ่ายแฟชั่น “museum date” ซึ่งเป็นเนื้อหาเชิงไลฟ์สไตล์ และการสร้างตัวตนบนสื่อออนไลน์ บทความนี้มิได้มองปรากฏการณ์ดังกล่าวว่าเป็นเพียงการบริโภควัฒนธรรมแบบผิวเผิน แต่เป็นการเสนอว่าการมีส่วนร่วมผ่านสื่อดิจิทัลกำลังเปลี่ยนแปลง “การเข้าถึง” พิพิธภัณฑ์ในระดับโครงสร้างเชิงสัญลักษณ์ โดยเฉพาะในลักษณะของการสร้างรูปแบบใหม่ของการเข้าถึงทางวัฒนธรรม และผลิตซ้ำความชอบธรรมเชิงสัญลักษณ์ของชนชั้นกลางภายใต้วัฒนธรรมดิจิทัลแบบเสรีนิยมใหม่ไปด้วยในขณะเดียวกัน

บทความนี้อาศัยแนวคิดเรื่องทุนทางวัฒนธรรม ความแตกต่างทางรสนิยม และความชอบธรรมเชิงสัญลักษณ์ของ Pierre Bourdieu เป็นกรอบวิเคราะห์หลัก เพื่ออธิบายว่าการมีส่วนร่วมเชิงสุนทรียะช่วยลดกำแพงเชิงสัญลักษณ์ที่ historically ผูกโยงกับพิพิธภัณฑ์และสถาบันศิลปะร่วมสมัยได้อย่างไร อย่างไรก็ตาม กระบวนการ democratization ดังกล่าวยังคงเกิดขึ้นอย่างไม่สมบูรณ์และไม่เท่าเทียม แม้ว่าพิพิธภัณฑ์จะกลายเป็นพื้นที่ที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นในเชิงสังคม สอดคล้องกับการแสดงตัวตน และผสานเข้ากับกิจกรรมพักผ่อนในชีวิตประจำวันของคนเมืองมากขึ้น ทว่าการมีส่วนร่วมกลับดำเนินไปผ่านสุนทรียะที่ถูกจัดวาง การนำเสนอตัวตน และรูปแบบการมองเห็นที่ถูกกำหนดโดยรหัสทางวัฒนธรรม ในการวิเคราะห์ความย้อนแย้งดังกล่าว งานศึกษานี้ยังนำแนวคิดเรื่อง everyday practice และ tactical appropriation ของ Michel de Certeau มาใช้เพื่ออธิบายว่าพื้นที่พิพิธภัณฑ์กำลังถูกใช้งานในฐานะพื้นที่สังคมกึ่งสาธารณะ มากกว่าจะเป็นเพียงสถาบันทางวัฒนธรรมเพื่อการชื่นชมศิลปะแบบ contemplative เท่านั้น ในแง่นี้ พิพิธภัณฑ์จึงกำลังทำหน้าที่เป็น “พื้นที่ที่สาม” (third spaces) รูปแบบใหม่ ภายใต้ภูมิทัศน์เมืองของกรุงเทพฯ ที่เต็มไปด้วยแกลเลอรี พื้นที่วัฒนธรรม คาเฟ่ และพื้นที่ศิลปะร่วมสมัยแบบเปิดให้เข้าชมฟรีเพิ่มมากขึ้น

ในเชิงระเบียบวิธีวิจัย บทความนี้ใช้แนวทางเชิงคุณภาพแบบผสมผสานระหว่าง digital ethnography การวิเคราะห์วาทกรรมจากข้อถกเถียงทางวัฒนธรรมบนโลกออนไลน์ และแบบสำรวจออนไลน์เกี่ยวกับการรับรู้เรื่องการเข้าถึงและการมีส่วนร่วมกับพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทย แทนที่จะมองการมีส่วนร่วมเชิงสุนทรียะว่าเป็นทั้งกระบวนการ democratization อย่างสมบูรณ์หรือเป็นเพียงความผิวเผินทางวัฒนธรรม บทความนี้เสนอว่าวัฒนธรรมพิพิธภัณฑ์ร่วมสมัยกำลังถูกกำหนดผ่านกระบวนการอันย้อนแย้ง ซึ่งการเข้าถึง การมีส่วนร่วม ความแตกต่างทางชนชั้น และการแสดงตัวตนผ่านสื่อดิจิทัล ได้ถักทอเชื่อมโยงเข้าด้วยกันอย่างไม่อาจแยกจากกัน

คำสำคัญ: พิพิธภัณฑ์ศึกษา, วัฒนธรรมดิจิทัล, พื้นที่ที่สาม, กรุงเทพมหานคร, การทำให้เข้าถึงได้ทางวัฒนธรรม