Panel A3: พิพิธภัณฑ์ในฐานะพื้นที่ต่อรองความหมายเรื่องชาติและอุดมการณ์

25
views

ผู้ดำเนินรายการ: นันทมนต์ กู้ตลาด

Date: 18 August 2026
Time: 10.45 – 12.15 
Room: Auditorium 1

——————————————

พิพิธภัณฑ์อวกาศประเทศไทย: จุดบรรจบจักรวาลวิทยากับเอกภพในโครงเรื่องดาราศาสตร์และชาตินิยม

รองศาสตราจารย์ ดร.พิเชฐ สายพันธ์

(อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)

ประเทศไทยมีพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงเรื่องราวด้านอวกาศหลายแห่งทั้งที่ระบุว่าเป็นพิพิธภัณฑ์อวกาศโดยตรง เช่น  อุทยานรังสรรค์นวัตกรรมอวกาศ (Space Inspirium) และพิพิธภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการจัดแสดงความรู้อวกาศ เช่น ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพฯ หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบฯ ในภูมิภาค 5 แห่ง  ศูนย์เรียนรู้ดาราศาสตร์และอวกาศ อุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ ฯลฯ อยู่ในการกำกับดูแลของหน่วยงานหลายแห่ง ได้แก่  สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงศึกษาธิการ

งานศึกษานี้ทำการสำรวจเปรียบเทียบเนื้อหาและความหมายของการเล่าเรื่องจากตัวอย่างพิพิธภัณฑ์อวกาศในประเทศไทยจำนวน 6 แห่ง ด้วยกรอบแนวคิดสหสัมพันธ์บท (intertextuality) พบว่าแม้พิพิธภัณฑ์อวกาศในประเทศไทยโดยทั่วไปจะมีสถานะเป็นพิพิธภัณฑ์ด้านวิทยาศาสตร์  (Science Museums) แต่เนื้อหาเป็นการนำความรู้วิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ และอวกาศแบบสากลมานำเสนอร่วมกับโครงเรื่องประวัติศาสตร์ ดาราศาสตร์ และชาตินิยมของประเทศไทยที่นำเสนอบุคคลสำคัญในฐานะวีรบุรุษแห่งชาติทางด้านดาราศาสตร์กับสถานะเชิงสัญลักษณ์ในคติจักรวาลจารีตแบบไตรภูมิควบคู่กับการเป็นผู้นำทางความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอวกาศ สะท้อนให้เห็นการสร้างความเชื่อมโยงเรื่องเล่าและถ่ายทอดผ่านการนำเสนอความรู้อวกาศในลักษณะของการปรับบริบทใหม่เพื่อรับใช้อุดมการณ์ทางสังคมและการเมือง ซึ่งเป็นลักษณะที่โดดเด่นของการเล่าเรื่องและการสร้างความหมายของพิพิธภัณฑ์อวกาศในประเทศไทย  ทั้งนี้ผู้เขียนได้ทำการเปรียบเทียบเพิ่มเติมจากการสำรวจสังเกตการณ์พิพิธภัณฑ์อวกาศต่างประเทศที่พิพิธภัณฑ์อวกาศฮ่องกง (Hong Kong Space Museum) เพื่อแสดงให้เห็นความแตกต่างของโครงเรื่องของการเล่าเรื่องและการสร้างความหมายระหว่างพิพิธภัณฑ์อวกาศในประเทศไทยและต่างประเทศได้อย่างชัดเจนขึ้น

คำสำคัญ: พิพิธภัณฑ์อวกาศ, ดาราศาสตร์, ชาตินิยม

——————————————

วัฒนธรรมในบริบทชาติ: การเล่าความเป็นจีนในศูนย์วัฒนธรรมของสิงคโปร์

ชีวสิทธิ์ บุณยเกียรติ

(ฝ่ายพัฒนาองค์ความรู้พิพิธภัณฑ์ สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน))

บทความนี้มุ่งสำรวจการเล่า “ความเป็นจีน” ในบริบทของรัฐชาติสิงคโปร์ โดยพิจารณาศูนย์วัฒนธรรมสามแห่ง ได้แก่ ศูนย์มรดกจีน (Chinese Heritage Centre) ศูนย์มรดกไชนาทาวน์ (Chinatown Heritage Centre) และศูนย์วัฒนธรรมจีนสิงคโปร์ (Singapore Chinese Cultural Centre) ในฐานะพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่คัดเลือก จัดวาง และให้ความหมายแก่ความเป็นจีนในสิงคโปร์ที่แตกต่างกัน บทความตั้งคำถามว่า รัฐและสถาบันทางวัฒนธรรมในสิงคโปร์ประกอบสร้างและนำเสนอ “ความเป็นจีน” อย่างไร ในเงื่อนไขของสังคมพหุวัฒนธรรม นโยบายอัตลักษณ์ และเศรษฐกิจวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว

การศึกษานี้อภิปราย “ความเป็นจีน” ในฐานะอัตลักษณ์ที่ประกอบสร้างและต่อรองอยู่เสมอ โดยใช้ศูนย์วัฒนธรรมในการวิเคราะห์ และอ่านนิทรรศการเชิงวิพากษ์ ผู้ศึกษาพิจารณาเนื้อหา การจัดวาง และบรรยากาศของการจัดแสดง ควบคู่กับบริบททางสังคม การเมือง และนโยบายวัฒนธรรมร่วมสมัยของสิงคโปร์ ผลการศึกษาพบว่า ศูนย์มรดกจีนมุ่งทำหน้าที่เป็นแหล่งความรู้เกี่ยวกับชาวจีนโพ้นทะเล และเชื่อมโยงสิงคโปร์กับเครือข่ายความรู้ในระดับภูมิภาคและโลก ขณะที่ศูนย์มรดกไชนาทาวน์นำเสนอชีวิตแรงงานอพยพเชื้อสายจีนในอดีต ในฐานะทุนทางวัฒนธรรมเพื่อการท่องเที่ยว การจัดแสดงเน้นสร้างประสบการณ์ย้อนยุคที่ผสานความทรงจำและความรู้สึกกับความตื่นตาตื่นใจในไชนาทาวน์ ส่วนศูนย์วัฒนธรรมจีนสิงคโปร์มุ่งสื่อสารภาพลักษณ์ร่วมสมัยของ “ชาวสิงคโปร์เชื้อสายจีน” สร้างอัตลักษณ์ “แบบเอเชีย” ให้กับชุมชนคนเชื้อสายจีน โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชน

กล่าวได้ว่าศูนย์วัฒนธรรมทั้งสามแห่งสะท้อน “วัฒนธรรมในบริบทชาติ” ที่มิได้หมายถึงเพียงการอนุรักษ์มรดก หากยังเป็นกระบวนการคัดสรรและตีความเนื้อหาอย่างมีเป้าหมาย ทั้งยุทธศาสตร์ด้านวัฒนธรรม การพัฒนาเมืองสร้างสรรค์ และบทบาทของสิงคโปร์ในเวทีโลก และชี้ว่าความเป็นจีนในสิงคโปร์เป็นสนามของการต่อรองที่เคลื่อนที่ระหว่างรัฐ สถาบันวัฒนธรรม ชุมชน กับตลาดการท่องเที่ยว

คำสำคัญ: ความเป็นจีน, อัตลักษณ์วัฒนธรรม, ศูนย์วัฒนธรรม, การตีความนิทรรศการ, การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

——————————————

พิพิธภัณฑ์ในฐานะพื้นที่สร้างชาติ: เรื่องเล่าอาสาสมัครปกป้องมาตุภูมิเปตะ (PETA) สู่กองทัพแห่งชาติอินโดนีเซีย

วุฒิพงษ์ วงศ์ประกอบ

(สาขาการระหว่างประเทศและการทูต คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)

อินโดนีเซียเป็นดินแดนหมู่เกาะที่มีความสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์และการค้าทางทะเลมาอย่างยาวนาน ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะเครื่องเทศ ส่งผลให้บริษัทอินเดียตะวันออกของดัตช์ (VOC) เข้ามาแข่งขันแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์ จนนำไปสู่การสถาปนาหมู่เกาะอินเดียตะวันออกของเนเธอร์แลนด์ (Nederlands-Indië) การปกครองแบบอาณานิคมก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ชาวพื้นเมืองถูกกดขี่ผ่านนโยบายระบบการเพาะปลูก (Cultuurstelsel) จนเกิดกระแสต่อต้านอำนาจอาณานิคมในหลายพื้นที่ของอินโดนีเซีย (วิบูลย์พรรณ์ 2001) จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อจักรวรรดิญี่ปุ่นเข้ายึดครองอินโดนีเซียใน ค.ศ.1942 ญี่ปุ่นใช้อุดมการณ์วงไพบูลย์แห่งมหาเอเชียบูรพาเพื่อสร้างความชอบธรรมในการปลดปล่อยเอเชียจากจักรวรรดินิยมตะวันตก แม้ว่าการปกครองของญี่ปุ่นจะเต็มไปด้วยความรุนแรง แต่ขณะเดียวกันก็เปิดพื้นที่ให้เกิดกระบวนการชาตินิยมอินโดนีเซีย โดยเฉพาะการจัดตั้งองค์กรกึ่งทหารอย่างกองกำลังอาสาสมัครปกป้องมาตุภูมิ หรือ เปตะ (PETA: Pembela Tanah Air) ซึ่งก่อตั้งขึ้นโดยกองทัพญี่ปุ่นใน ค.ศ.1943 แม้เปตะจะเป็นองค์กรทางทหารที่จัดตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนผลประโยชน์ของญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ภายหลังได้รับการตีความใหม่ในฐานะรากฐานสำคัญของกองทัพแห่งชาติอินโดนีเซียและการต่อสู้เพื่อเอกราช

บทความนี้มุ่งศึกษาบทบาทของพิพิธภัณฑ์ในฐานะพื้นที่สร้างชาติผ่านการวิเคราะห์การนำเสนอเรื่องเล่าเกี่ยวกับเปตะใน Museum Pembela Tanah Air ซึ่งจัดตั้งขึ้นในอาคารอดีตกองบัญชาการเปตะ การศึกษามุ่งสำรวจการจัดแสดงนิทรรศการ เนื้อหา และการสร้างภาพแทนของบุคคลสำคัญที่มีความเชื่อมโยงกับเปตะ เพื่ออธิบายว่าพิพิธภัณฑ์มีส่วนในการผลิตและสถาปนาความทรงจำร่วมเกี่ยวกับกำเนิดกองทัพแห่งชาติอินโดนีเซียอย่างไร

คำสำคัญ: เปตะ, ความทรงจำทางสังคม, มรดกทางวัฒนธรรม, การสร้างชาติ, ขบวนการชาตินิยมอินโดนีเซีย, ยุคระเบียบใหม่, ทหารนิยม

——————————————

รถไฟ อาณานิคม และความทรงจำในพิพิธภัณฑ์รถไฟอัมบาราวา

ณภัทร สร้อยดอกสน

(นักศึกษาปริญญาโท สาขาวิชามานุษยวิทยา คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)

พิพิธภัณฑ์รถไฟอัมบาราวา จังหวัดชวากลาง ประเทศอินโดนีเซีย เคยเป็นสถานีรถไฟที่สร้างขึ้นในยุคอาณานิคมดัตช์ ก่อนจะถูกปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์รวบรวมรถจักรไอน้ำ การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนสถานะของโครงสร้างพื้นฐานจากพื้นที่การใช้งานไปสู่พื้นที่แห่งความทรงจำที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงผู้คนเข้ากับอดีต จากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องและการลงพื้นที่เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ พบว่าการจัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์ ทำหน้าที่เล่าเรื่องประวัติศาสตร์ของรถไฟในอินโดนีเซียผ่านวัตถุต่าง ๆ เช่น รถจักรไอน้ำ ตู้โดยสาร เครื่องมือสื่อสาร และอาคารสถานีเก่า วัตถุเหล่านี้ไม่ได้มีความหมายในตัวเอง แต่ได้รับการตีความ และจัดวางให้กลายเป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การพัฒนาเศรษฐกิจ และการขยายอำนาจของรัฐอาณานิคม รถไฟจึงถูกนำเสนอทั้งในฐานะสัญลักษณ์ของความทันสมัย และในฐานะเครื่องมือของการควบคุมพื้นที่และผู้คนในยุคอาณานิคม นอกจากนี้ พิพิธภัณฑ์ได้สร้างความหมายผ่านประสบการณ์ของผู้เข้าชม โดยเฉพาะกิจกรรมการนั่งรถไฟบนเส้นทางระหว่างอัมบาราวา (Ambarawa) – ตูนตัง (Tuntang) ซึ่งทำให้ผู้เยี่ยมชมไม่ได้เพียงมองเห็นอดีตผ่านวัตถุจัดแสดง แต่ได้สัมผัสบรรยากาศ เสียง กลิ่น และภูมิทัศน์ของการเดินทางในอดีต ประสบการณ์ดังกล่าวช่วยทำให้อดีตกลับมามีชีวิตอีกครั้ง และสร้างความรู้สึกร่วมทางอารมณ์ระหว่างผู้คนกับประวัติศาสตร์ของรถไฟ ในอีกด้านหนึ่ง พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังทำหน้าที่คัดเลือกและกำหนดว่าเรื่องใดควรถูกจดจำ เรื่องเล่าภายในพิพิธภัณฑ์มักเน้นความโรแมนติกของรถจักรไอน้ำและความงดงามของเทคโนโลยีทางราง ขณะที่บางเรื่อง เช่น ประสบการณ์ของแรงงานรถไฟ ชีวิตของคนพื้นถิ่น หรือผลกระทบจากระบบอาณานิคม อาจถูกกล่าวถึงน้อยกว่า

คำสำคัญ: พิพิธภัณฑ์รถไฟ, ประวัติศาสตร์รถไฟ, ยุคอาณานิคม, อินโดนีเซีย

——————————————

การบอกเล่าโบราณคดีอียิปต์ผ่านทัศนะการจัดแสดงและพื้นที่ที่เปลี่ยนผ่านในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติทั้งสามของอียิปต์

พีรศักดิ์ กลับเกตุ

(ภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

อียิปต์โบราณได้รับความสนใจในฐานะอู่อารยธรรมและจุดหมายปลายทางที่สำคัญของโลก โบราณวัตถุสถานในอารยธรรมอียิปต์เปรียบเสมือนภาพแทนของคำว่าโบราณคดีที่เข้าใจในระดับสากล ดังนั้นพิพิธภัณฑ์ซึ่งเป็นสถานที่จัดแสดงวัตถุและนำเสนอองค์ความรู้ จึงมีบทบาทในการสร้างความเข้าใจในมิติการท่องเที่ยวเชิงความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับของนักเดินทาง สำหรับการศึกษานี้จึงเป็นการนำพิพิธภัณฑ์แห่งชาติทั้งสามแห่งที่มีมุมมองการนำเสนอโบราณคดีอียิปต์ในมิติที่แตกต่างกันมาตีความแนวคิดและอภิปรายทำความเข้าใจวิธีวิทยาในการศึกษาโบราณคดีและการนำเสนอสู่สาธารณะของอารยธรรมอียิปต์โบราณ มิติความสนใจนี้เริ่มมาตั้งแต่การจัดพิมพ์หนังสือ Description de l’Égypte (ค.ศ.1809-1829) และ Jean-François Champollion ได้แปลอักษร เฮียโรกลิฟิกจาก Rosetta Stone (ค.ศ.1822) สำเร็จ ทำให้โบราณคดีอียิปต์ได้รับความสนใจและก่อให้เกิดความต้องการศิลปวัตถุและมีการเคลื่อนย้ายโบราณวัตถุออกนอกประเทศเป็นจำนวนมาก จึงเกิดแนวคิดการปกป้องโบราณวัตถุโดยผู้คนในท้องถิ่น ในปี ค.ศ.1835 Muhammad Ali Pasha ตรากฤษฎีกาห้ามส่งออกโบราณวัตถุ และมีความพยายามจัดหาสถานที่จัดเก็บรักษาโบราณวัตถุอยู่หลายครั้ง จนถึงปี ค.ศ.1895 ได้มีการสร้าง The Egyptian Museum in Cairo (EMC) ขึ้น และเปิดใช้งานเมื่อ ค.ศ.1902 นับเป็นอาคารที่ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นพิพิธภัณฑ์โดยเฉพาะ ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ทางโบราณคดีที่เก่าที่สุดในตะวันออกกลางและแอฟริกา มีการวางผังเพื่อการนำเสนอเรื่องราวทางโบราณคดีด้วยเส้นเวลาและประเภทของโบราณวัตถุเฉพาะในอารยธรรมอียิปต์โบราณ ต่อมาปีค.ศ. 1982 มีแนวคิดในการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่ที่มองประวัติศาสตร์อียิปต์ในมุมมองที่แตกต่างออกไป ได้แก่ National Museum of Egyptian Civilization (NMEC) ที่เล่าเรื่องประเทศอียิปต์ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ จนถึงวัฒนธรรมร่วมสมัย โดยมีการใช้เรื่องราวเป็นแก่นเรื่องหลักมากกว่าเส้นเวลา และมีการออกแบบห้องนิทรรศการมัมมี่ราชวงศ์เป็นการเฉพาะ อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน The Grand Egyptian Museum (GEM) คือพิพิธภัณฑ์ที่ใหม่และใหญ่ที่สุด ซึ่งมีแนวคิดการออกแบบทั้งรูปแบบสถาปัตยกรรมและการจัดแสดงที่มุ่งเน้นเรื่องบริบทเชิงพื้นที่ อาทิ การออกแบบอาคารให้เข้ากับภูมิทัศน์พีระมิดกีซ่า การวางตำแหน่งจัดแสดงตามบริบทที่พบจริง การนำแก่นเรื่อง (อำนาจ วิถีชีวิต ความเชื่อ) ผนวกกับเส้นเวลาทางประวัติศาสตร์ จากแนวคิดและระยะเวลาในการสร้างพิพิธภัณฑ์สะท้อนมุมมองต่อการศึกษาและนำเสนอโบราณคดีอียิปต์อย่างมีนัยสำคัญ

คำสำคัญ: โบราณคดีอียิปต์, พิพิธภัณฑ์, อียิปต์, ประวัติศาสตร์ของโบราณคดี, การสื่อความหมายในพิพิธภัณฑ์