ผู้ดำเนินรายการ: วรรณพร เรียนแจ้ง
Date: 18 August 2026
Time: 09.00 – 10.30
Room: Auditorium 2
——————————————
บ้านไม้โบราณร้อยปี: พื้นที่แห่งความทรงจำ และจิตวิญญาณเชิงวัฒนธรรมของครอบครัวชาวไทยเชื้อสายเวียดนาม
อาจารย์ ดร.ทุติยาภรณ์ ภูมิดอนมิ่ง
(อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี)
บทความนี้นำเสนอปฏิสัมพันธ์ระหว่างบ้านไม้โบราณในชุมชนพลัดถิ่น ความทรงจำ และเรื่องเล่าของเครือญาติครอบครัวชาวไทยเชื้อสายเวียดนาม เพื่อทำความเข้าใจบทบาทของบ้านไม้โบราณในฐานะพื้นที่แห่งความทรงจำของครอบครัว ตลอดจนวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ วัตถุ และเรื่องเล่าในการธำรงความสัมพันธ์ทางเครือญาติข้ามรุ่น การศึกษานี้ใช้วิธีการภาคสนามเชิงชาติพันธุ์นิพนธ์ความทรงจำ (memory ethnography) ผ่านการเดินสำรวจพื้นที่ร่วมกับผู้ให้ข้อมูล การถ่ายภาพ และการร่างภาพ เพื่อทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับพื้นที่อยู่อาศัยผ่านประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสและเรื่องเล่าของสมาชิกในบ้าน
ผู้เขียนพบว่า บ้านโบราณลักษณะเรือนไม้กึ่งปูนที่ผสมผสานรูปแบบสถาปัตยกรรมเฟรนช์โคโลเนียลของบรรพบุรุษ มิได้เป็นเพียงสิ่งปลูกสร้างทางสถาปัตยกรรมเท่านั้น หากยังทำหน้าที่เก็บรักษาความทรงจำและประวัติศาสตร์ของครอบครัวหลายรุ่น กล่าวคือ เรื่องเล่าเกี่ยวกับ “ออ” และ “หลานสาวของออ” ที่สะท้อนให้เห็นบทบาทของผู้หญิงในฐานะศูนย์กลางของความสัมพันธ์ทางเครือญาติ ทั้งในฐานะลูกสาว น้องสาว พี่สาว และผู้ดูแลครอบครัว ความสัมพันธ์ดังกล่าวปรากฏผ่านวัตถุและประสบการณ์ทางวัฒนธรรม เช่น จดหมายของบิดา ความฝันเกี่ยวกับบิดาผู้ล่วงลับ และการเข้าร่วมพิธีเสกสุสาน
นอกจากนี้ การเดินสำรวจพื้นที่ภายในบ้านร่วมกับผู้ให้ข้อมูลยังเผยให้เห็นว่า พื้นที่และวัตถุภายในเรือนไม้กึ่งปูนหลังนี้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการถ่ายทอดเรื่องราวและประวัติศาสตร์ของครอบครัว ส่งผลให้ความทรงจำมิได้ดำรงอยู่เพียงในคำบอกเล่า หากยังเคลื่อนไหวผ่านการปฏิบัติทางวัฒนธรรมของสมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะสตรีผู้ทำหน้าที่ธำรงความสัมพันธ์และสืบทอด “จิตวิญญาณเชิงวัฒนธรรม” (Cultural spirituality) ของเครือญาติจากรุ่นสู่รุ่น
คำสำคัญ: บ้านไม้โบราณ, พื้นที่แห่งความทรงจำ, หลานสาวของออ, จิตวิญญาณเชิงวัฒนธรรม
——————————————
บ้านพิพิธภัณฑ์ ๒ งิ้วราย: พิพิธภัณฑสถานในฐานะพื้นที่แห่งความทรงจำ
ชนัญชิดา โลหาชีวะ
(นักศึกษาปริญญาโท สาขาพิพิธภัณฑศึกษา สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล)
บทความชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทและหน้าที่ของ “บ้านพิพิธภัณฑ์ ๒ งิ้วราย” ในฐานะพื้นที่แห่งความทรงจำ การประกอบสร้างและการสื่อความหมายผ่านการจัดแสดง “สิ่งของและเครื่องใช้” ในชีวิตประจำวัน และการจำลองบริบทพื้นที่ตลาด ร้านค้า หรือห้องเรียน ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ การศึกษาครั้งนี้ใช้วิธีการเก็บข้อมูลภาคสนามผ่านการสังเกตการณ์ การสัมภาษณ์ผู้ก่อตั้งและผู้เข้าชม ตลอดจนการวิเคราะห์ข้อมูลจากสมุดเยี่ยมชมและเอกสารที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลทั้งหมดถูกนำมาวิเคราะห์ผ่านกรอบแนวคิด “พื้นที่แห่งความทรงจำ” (Site of Memory) ของ ปิแอร์ โนรา (Nora, 1989) และ “ความทรงจำร่วม” (Collective Memory) ของ มัวริส ฮาลบ์วาคส์ (Halbwachs, 1992)
ผลการศึกษาพบว่า บ้านพิพิธภัณฑ์ ๒ งิ้วราย ทำหน้าที่เป็นพื้นที่แห่งความทรงจำอย่างสมบูรณ์ผ่านพลวัตใน 3 มิติ ได้แก่ 1) มิติทางกายภาพ การประกอบสร้างพื้นที่เพื่อกักเก็บสิ่งของธรรมดาสามัญในชีวิตประจำวันเพื่อสกัดกั้นการลืมเลือนวิถีชีวิตของคนธรรมดา 2) มิติทางสัญลักษณ์ การเปลี่ยนผ่านสถานะสิ่งของจากของใช้ส่วนบุคคลสู่ “วัตถุแห่งความทรงจำ” ผ่านวิธีการสื่อความหมายด้วย “การจำลองบริบทแวดล้อม” ซึ่งทำหน้าที่เป็นเครื่องยืนยันเหตุการณ์และประสบการณ์ของบุคคล 3) มิติทางหน้าที่ วัตถุจัดแสดงทำงานเป็นเครื่องมือกระตุ้นความทรงจำ และนำไปสู่กระบวนการประกอบสร้างและยืนยันตัวตน บทสรุปของการศึกษาชี้ให้เห็นว่า บ้านพิพิธภัณฑ์ ๒ งิ้วราย ไม่ได้เป็นเพียงแค่พื้นที่ของพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรวบรวมสิ่งของเพียงเท่านั้น แต่เป็นพื้นที่ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความทรงจำ
คำสำคัญ: พิพิธภัณฑ์, บ้านพิพิธภัณฑ์, ความทรงจำร่วม, พื้นที่แห่งความทรงจำ, วัตถุแห่งความทรงจำ
——————————————
เรื่องเล่าจาวเวียง: พื้นที่ และความทรงจำของชาวเชียงใหม่ในงานเขียนของอนุ เนินหาด
ไพลิน ทองธรรมชาติ
(นักวิชาการอิสระ)
ในบรรดางานเขียนประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่ ผลงานของอนุ เนินหาด ได้เล่าเรื่องราวความทรงจำของชาวเชียงใหม่อย่างมีชีวิตชีวาผ่านพื้นที่ ผู้คนและเหตุการณ์สำคัญของท้องถิ่น งานเขียนของอนุ เนินหาดสะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจประวัติศาสตร์ในสายตาของคนธรรมดาที่ดำเนินชีวิตไปท่ามกลาง ‘พื้นที่’ ที่ผันแปร ไม่หยุดนิ่ง ในห้วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาเมืองเชียงใหม่ขับเคลื่อนและเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พื้นที่และความเป็นชุมชนดั้งเดิมในเมืองเก่าถูกท้าทายด้วยแรงกดดันทางเศรษฐกิจ การขายหรือเช่าที่ดินเพื่อประกอบธุรกิจในชุมชน ตลอดจนบริบทสังคมในปัจจุบันที่ทำให้แรงยึดเหนี่ยวความเป็นชุมชนดั้งเดิมค่อย ๆ ลดลง หนังสือประวัติชุมชนในเมืองเชียงใหม่ของอนุ เนินหาด จึงเป็นดังเสียงบอกเล่าและความทรงจำในอดีตของชาวเชียงใหม่
บทความชิ้นนี้เป็นการหยิบยกเอางานเขียนในเล่มประวัติชุมชนในเมืองเชียงใหม่มาศึกษาทำความเข้าใจพลวัตที่ผันแปรของชุมชนในเขตเมืองเก่าเชียงใหม่ผ่านสายตาของคนในชุมชน อีกทั้งเพื่อนำเสนอมุมมองการเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นที่ที่สัมพันธ์กับความทรงจำ และการรับรู้ของผู้คนผ่านงานเขียนของอนุ เนินหาด
คำสำคัญ: พื้นที่, ความทรงจำ, เชียงใหม่, อนุ เนินหาด
——————————————
มากกว่าเรื่องเล่า สู่ความหมายและคุณค่าของชีวิต กรณีศึกษาการสื่อความหมายผ่านการบรรยายพิพิธภัณฑ์การแพทย์ศิริราช
นภาพร ผิวดี
(นักวิชาการศึกษา หน่วยพิพิธภัณฑ์ศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาบทบาทของการบรรยายในฐานะเครื่องมือตีความ (interpretive tool) ที่เชื่อมองค์ความรู้ทางการแพทย์เข้ากับการสร้างคุณค่าและความหมายของชีวิต
(2) ทำความเข้าใจประสบการณ์ของผู้เข้าชมที่มีต่อการบรรยายของวิทยากรหลักและมัคคุเทศก์อาสา และ
(3) วิเคราะห์บทบาทของการบรรยายในการส่งเสริมการเรียนรู้เชิงลึกและความเข้าใจต่อชีวิตมนุษย์
ในพิพิธภัณฑ์การแพทย์ศิริราชที่นำเสนอความรู้ทางการแพทย์ผ่านวัตถุจัดแสดงที่เกี่ยวข้องกับร่างกายมนุษย์ รอยโรค ความเจ็บป่วย และความตาย
การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพผ่านการวิเคราะห์เชิงปรากฏการณ์วิทยาเชิงตีความ (IPA) และ
การสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม โดยอาศัยกรอบแนวคิดการสื่อความหมายในพิพิธภัณฑ์ (Museum Interpretation) ของ Freeman Tilden ร่วมกับกรอบปรัชญาชีวิตและความตาย (Existential / Thanatology)
ผลการศึกษาพบว่า การบรรยายที่มีประสิทธิภาพเป็นกระบวนการสร้างความหมาย (meaning-making) ที่ทำให้วัตถุจัดแสดงทางการแพทย์กลายเป็น “บทเรียนชีวิต” กระตุ้นกระบวนการใคร่ครวญตนเอง (self-reflection) ก่อให้เกิดความตระหนักรู้ด้านสุขภาพ ความเปราะบางของชีวิต การปรับเปลี่ยนมุมมองต่อคุณค่าของชีวิต และการเสียสละเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์และสังคม นอกจากนี้ โครงการมัคคุเทศก์อาสายังเพิ่มมิติการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างผู้บรรยายและผู้เข้าชม ส่งเสริมให้พิพิธภัณฑ์เป็นพื้นที่สาธารณะแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต
งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าพิพิธภัณฑ์การแพทย์ศิริราชมีศักยภาพเกินกว่าการเป็น “พิพิธภัณฑ์แห่งความตาย”หากคือพื้นที่การเรียนรู้เชิงลึก (deep learning) และสะท้อนตน (reflective space) ที่เชื่อมโยงวิทยาศาสตร์เข้ากับความหมายของการมีชีวิตอยู่ได้อย่างลึกซึ้ง
คำสำคัญ: การสื่อความหมายในพิพิธภัณฑ์, การบรรยายพิพิธภัณฑ์, พิพิธภัณฑ์การแพทย์ศิริราช, การตีความ, คุณค่าของชีวิต, การเรียนรู้เชิงลึก