Panel B1: มรดกชุมชน และการสร้างความหมายผ่านวิถีท้องถิ่น

13
views

ผู้ดำเนินรายการ: พิพัฒน์ กระแจะจันทร์

Date: 17 August 2026
Time: 14.15 – 15.45 
Room: Auditorium 2

——————————————

รัฐ ชุมชน และผืนดิน: เรื่องเล่า วิถีเกษตร และวัฒนธรรมของชาวลัวะในโลกที่เปลี่ยนไป อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน

อาจารย์ ดร.สันทราย วงษ์สุวรรณ

(อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา)

บทความนี้ นำเสนอความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ ชุมชน และทรัพยากรที่ดิน ผ่านเรื่องเล่า วิถีเกษตร และหลักฐานทางวัฒนธรรมของชาวลัวะในบริบทของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจ โดยมองผ่านมุมมองเศรษฐกิจการเมืองใน     การวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงพลวัตที่ส่งผลต่อชีวิตเกษตรกรในระดับพื้นที่ ซึ่งบทความนี้ใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ ประกอบด้วยการลงพื้นที่ภาคสนาม โดยการสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วมในชุมชนลัวะ อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน เพื่อทำความเข้าใจวิถีเกษตรในฐานะระบบการผลิตและพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์ของชุมชน ความเชื่อ และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับผืนดิน ควบคู่กับการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของที่อยู่อาศัยในฐานะหลักฐานทางวัฒนธรรมของชุมชนลัวะ

ผลการศึกษาพบว่า การเปลี่ยนแปลงของบ้านเรือนชาวลัวะสะท้อนพลวัตทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างชัดเจน บ้านดั้งเดิมที่สร้างจากวัสดุธรรมชาติเริ่มเสื่อมสภาพและถูกซ่อมแซมหรือปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับรูปแบบสมัยใหม่ ส่งผลให้ปัจจุบันเหลือบ้านเพียงบางส่วนที่ยังคงสะท้อนอัตลักษณ์ลัวะไว้ได้ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับวิถีการเกษตรของชุมชน โดยพบการเปลี่ยนผ่านจากระบบการผลิตเพื่อยังชีพ จากการทำไร่หมุนเวียนที่สอดคล้องกับธรรมชาติ ไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์แบบพืชเชิงเดี่ยว ซึ่งเป็นผลมาจากกลไกตลาดและนโยบายรัฐ ปรากฏการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่า วิถีเกษตรไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมทางเศรษฐกิจ หากแต่เป็นพื้นที่ของการต่อรองอำนาจระหว่างรัฐกับชุมชน โดยเฉพาะในประเด็นการใช้ที่ดิน การเข้าถึงทรัพยากร และการกำหนดทิศทางการผลิต ดังนั้น เรื่องเล่า วิถีเกษตร และรูปแบบการอยู่อาศัยของชุมชนลัวะจึงทำหน้าที่เป็นทั้งหลักฐานทางวัฒนธรรมและเครื่องมือในการอธิบายความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระดับพื้นที่

คำสำคัญ: รัฐ, ชุมชนและผืนดิน, หลักฐานทางวัฒนธรรม, วิถีเกษตร, ชาวลัวะ

——————————————

พิพิธภัณฑ์มีชีวิตกับการสร้างความหมายผ่านการเล่าเรื่อง: กรณีศึกษา ตลาดฟื้นอดีตบางมูลนาก

อภิสิทธิ์ ประวัติเมือง (บุคลากรภาคสนามและผู้ทำงานกับชุมชน มูลนิธิแก้วคุ้มครอง อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร)

อัจฉริยา ขำแป้น (บุคลากรภาคสนามและผู้ทำงานกับชุมชน มูลนิธิแก้วคุ้มครอง อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร )

วิลาวรรณ คงสิบ (ครู คศ.3 โรงเรียนบางมูลนากภูมิวิทยาคม อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร)

บทความนี้มุ่งนำเสนอแนวคิด “พิพิธภัณฑ์กับการสร้างความหมายและการเล่าเรื่อง” ผ่านกรณีศึกษาของ ตลาดฟื้นอดีตบางมูลนาก อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร ซึ่งเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่ชุมชนบางมูลนาก ร่วมกันฟื้นฟูขึ้นจาก “พื้นที่ความทรงจำ” สู่การสร้างความทรงจำร่วมกันเพื่อให้เกิดเป็น “พิพิธภัณฑ์มีชีวิต” ที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่น กระบวนการดังกล่าวไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการอนุรักษ์กายภาพของสถานที่ แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างความหมายผ่านเรื่องเล่าของผู้คนในชุมชน โดยชุมชนได้พัฒนาเครื่องมือการเล่าเรื่องหลากหลายรูปแบบ เช่น การจัดทำหนังสือประวัติศาสตร์ชุมชนฉบับเยาวชน เพื่อปลูกฝังการเรียนรู้รากเหง้าแก่คนรุ่นใหม่ และหนังสือเรื่องเล่าชาวบางมูลนาก ซึ่งรวบรวมประสบการณ์ ความทรงจำ และมุมมองจากคนในพื้นที่จริง เรื่องเล่าเหล่านี้ทำหน้าที่เป็น “สื่อกลาง” ที่เชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบัน และเปิดโอกาสให้ผู้คนภายนอกได้เข้าถึงความหมายของพื้นที่มากกว่าการรับรู้เชิงกายภาพ บทความชี้ให้เห็นว่า พิพิธภัณฑ์ในบริบทชุมชนมิได้จำกัดอยู่เพียงอาคารหรือการจัดแสดง แต่คือกระบวนการมีส่วนร่วมในการคัดเลือก ตีความ และถ่ายทอดเรื่องราวร่วมกันของคนในพื้นที่ การเล่าเรื่องจึงเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างคุณค่า สร้างความภาคภูมิใจ และส่งต่อมรดกทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน โดย ตลาดฟื้นอดีตบางมูลนาก เป็นตัวอย่างของการใช้ “เรื่องเล่า” เพื่อสร้างชีวิตให้กับพิพิธภัณฑ์ และทำให้ความทรงจำของชุมชนยังคงดำรงอยู่ในสังคมร่วมสมัยอย่างมีความหมาย

คำสำคัญ: เรื่องเล่าของผู้คน, การสร้างความทรงจำร่วม

——————————————

เรื่องเล่าจากอาม่าในพิพิธตลาดน้อย กับเสียงของผู้หญิงในพิพิธภัณฑ์

นงค์ลักษณ์ บัทเลอร์

(นักวิจัยอิสระ)

บทความ “เรื่องเล่าจากอาม่าในพิพิธตลาดน้อย กับเสียงของผู้หญิงในพิพิธภัณฑ์” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเสียงของผู้หญิงในพื้นที่พิพิธภัณฑ์และการจัดแสดงนิทรรศการผ่านสื่อรูปแบบต่าง ๆ ผู้ศึกษาใช้แนวคิดสตรีนิยม เพศสถานะ และพื้นที่ เป็นกรอบในการวิเคราะห์ โดยใช้กรณีศึกษา “เรื่องเล่าจากอาม่า” ในพิพิธตลาดน้อย เป็นเส้นเรื่องในการศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างพิพิธภัณฑ์ เพศ และการต่อรองอำนาจทั้งในมิติพื้นที่จัดแสดง ปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางเพศที่เรื่องเล่าของผู้หญิงมักพร่าเลือน ไม่ถูกพูดถึง หรือปรากฏเป็นเพียงเสี้ยวเล็ก ๆ ในพิพิธภัณฑ์ ทั้งจากเนื้อหานิทรรศการ สื่อ สิ่งของจัดแสดงทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ สถานที่ตั้ง รวมถึงบริบทเชื่อมโยงด้านวัฒนธรรมสังคมและประวัติศาสตร์ของพื้นที่

นิทรรศการ “เรื่องเล่าจากอาม่า” ในพิพิธตลาดน้อย เป็นกรณีศึกษาและสารตั้งต้นในการศึกษาวิเคราะห์เสียงของผู้หญิง ความเป็นหญิง และการให้อำนาจในการเล่าเรื่องผ่านประสบการณ์ ชีวิต และความทรงจำของผู้หญิงสูงอายุ ท่ามกลางบริบทของพื้นที่ที่มีภาพแทนความเป็นชายอย่างตลาดน้อยที่เป็นย่านเชียงกงและเป็นพื้นที่ของแรงงานชาย

คำสำคัญ: พิพิธตลาดน้อย, เรื่องเล่าจากอาม่า, ผู้หญิงในพิพิธภัณฑ์

——————————————

ตัวตน ผู้คน ชุมชน: การจัดการมรดกทางวัฒนธรรมผ่านนิทรรศการในพิพิธภัณฑ์วิถีชีวิต

ฐาปนีย์ เครือระยา

(นักบริหารงานการศึกษา สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมและล้านนาสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่)

องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO) ได้จัดกลุ่มวัฒนธรรมออกเป็น 2 ประเภทหลักคือ มรดกโลกทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ และมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ มีเป้าหมายเพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรม ทรัพย์สินทางปัญญาของวัฒนธรรมทั่วโลกให้คงอยู่สืบทอดต่อไป โดยหลักการนี้เป็นกรอบแนวคิดสำหรับกลุ่มนักวิชาการในการนำไปใช้ในกระบวนการจัดการวัฒนธรรม แต่ในวิถีชีวิตจริงของผู้คนทั่วไป วัฒนธรรมคือการดำเนินชีวิตเป็นปกติธรรมดาในทุกวัน หากมีการจัดการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เหตุผลเพื่อรองรับการท่องเที่ยว การอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณี ฯลฯ จึงเกิดมุมมองและความต้องการที่ต่างกันของ 3 กลุ่ม คือ คนภายใน(เจ้าของพื้นที่ทางวัฒนธรรม) คนกลาง(ผู้จัดการที่มีศักยภาพในการบริหารทรัพยากรทางวัฒนธรรม) และคนภายนอก(นักท่องเที่ยวหรือผู้ที่อยู่นอกวัฒนธรรม)

บทความนี้เป็นการนำเสนอความต้องการ ความคาดหวัง และแนวคิดผ่านตัวอย่างจากกลุ่มชุมชนการท่องเที่ยว หรือกิจกรรมทางวัฒนธรรมในพื้นที่ภาคเหนือ ตามกระแสการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในปัจจุบันที่ต้องการเรียนรู้จากสถานที่จริง ได้สัมผัสวิถีชีวิตและร่วมปฏิบัติกับชุมชน เสมือนการเข้าสู่ห้องนิทรรศการในพิพิธภัณฑ์วิถีชีวิต เพื่อแสดงให้เห็นการเหลื่อมซ้อนของมิติเชิงคุณค่า ในมุมมองที่แตกต่างต่อการจัดการมรดกทางวัฒนธรรมระหว่างคนใน คนกลาง และคนนอก ซึ่งนำไปสู่แนวทางการจัดการความรู้และมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต

คำสำคัญ: การจัดการมรดกทางวัฒนธรรม, การท่องเที่ยวเชิงนิเวศวัฒนธรรม, วัฒนธรรมและวิถีชีวิต