พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

Thammasat Chalermprakiat Museum
Organized by Faculty of Sociology and Anthropology , Thammasat University , Thailand

ลูกปัดโบราณ : ความงามของอารยธรรมมนุษย์ 

ลูกปัดโบราณ


             ลูกปัด  เป็นเรื่องราวของวัตถุที่มีลักษณะเป็นเม็ด  มีหลายรูปทรง  เจาะรูเพื่อใช้ร้อยเข้าไปในเส้นด้ายหรือเชือก  ซึ่งเป็นวัสดุที่ทนและไม่ขาดง่าย  ลูกปัดเป็นสิ่งที่มนุษย์ทำขึ้นและใช้เมื่อหลายพันและหลายหมื่นปีมาแล้ว  มนุษย์ในสมัยแรกๆ  ทำลูกปัดจากวัตถุดิบจากธรรมชาติ  เช่น  กระดูกสัตว์  เขี้ยว  เปลือกหอย  เมล็ดพืช  เปลือกไม้ ยางไม้ ต่อมามนุษย์ทำลูกปัดจากวัสดุที่ทำขึ้นเอง  เช่น  ดินเผา  แก้ว  สำริด  ทอง  เป็นต้น ลูกปัดถูกใช้เป็นหลักฐานทางโบราณคดีตั้งแต่ ยุคก่อนประวัติศาสตร์ เนื่องจากมักมีการขุดพบลูกปัดมากมายในแหล่งอารยธรรมเก่าแก่ทั้งหลาย ลูกปัดโบราณที่ขุดพบนั้นทำมาจากวัสดุต่างๆ  อาธิ                       
             1. ลูกปัดหินและแร่หิน  มักถูกนำมาขัดแต่งเป็นลูกปัด  มาจากวัสดุต่างๆ  เช่น  หินคาร์เน-เลี่ยน(Carnelian)  อาเกต(Agate) หินเจสเปอร์ (Jasper) หินออนนิกซ์ (Onyx)  หินแคลซีโดนี(Chalcedony)  หินเขี้ยวหนุมาน (Quartz)
             2. ลูกปัดดินเผา
             3. ลูกปัดกระดูกสัตว์  เปลือกหอย
             4. ลูกปัดจากโลหะและแร่ต่างๆ เช่น  โลหะ ทอง  เงิน  สำริด เป็นต้น
             5. ลูกปัดแก้ว

           

บทบาทและหน้าที่ของลูกปัดโบราณ

 

             1.ใช้เป็นเครื่องประดับที่บอกถึงสถานภาพทางสังคมของผู้ใส่
             2.ใช้เป็นเครื่องรางของขลัง  ป้องกันคุ้มครองจากภัยอันตรายต่างๆรวมทั้งให้โชคลาภด้วย
             3.แสดงถึงความเชื่อ พิธีกรรม วัฒนธรรมของคนในสมัยนั้น
             4.ใช้ในการแลกเปลี่ยนสิ่งของที่มีคุณค่าแทนเงินตราได้
             5. ใช้เป็นสัญลักษณ์ในการเชื่อมสัมพันธไมตรีกับชนเผ่าอื่น
             6.ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา
             จากการศึกษาลูกปัดในทางโบราณคดี  น่าเชื่อได้ว่า  ลูกปัดนอกจากจะใช้เป็นเครื่องประดับแล้ว  ยังเป็นเครื่องราง  ของขลัง  เป็นเครื่องมือสำหรับแลกเปลี่ยน  ซื้อ  ขาย  แทนเงินตรา  และอาจมีเหตุผลอื่นๆ  อีกมากมาย  ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเสน่ห์ของลูกปัดโบราณที่ให้นักโบราณคดีทำการค้นคว้าศึกษาข้อมูลเรื่องราวของลูกปัดโบราณต่อไป

คุณค่าและความสำคัญของลูกปัดโบราณ

             ลูกปัดเกิดพร้อมพัฒนาการของมนุษย์ในทุกๆมุมโลก  ลูกปัดจำนวนมากมายบอกเล่าถึงรสนิยม  ความเชื่อ  ภูมิปัญญา  ศิลปะ  กระบวนการผลิต  เส้นทางการค้า  เศรษฐกิจ  อายุหรือสมัยที่ผลิตและอาจสื่อถึงนัยยะการเมืองอีกด้วย ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้ทำให้ลูกปัดเป็นมากกว่าเครื่องประดับหรือเครื่องรางของขลังตามความเชื่อของมนุษย์ ความสำคัญของลูกปัดโบราณ รองอธิบดีกรมศิลปากร เขมชาติ เทพไชย กล่าวว่า “การค้นพบลูกปัดโบราณนั้นคนทั่วไปอาจมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่นี่คือหลักฐานสำคัญที่บอกเล่าเรื่องราวในอดีตได้หลายเรื่อง อาทิ เส้นทางการค้าโบราณ ที่ทำให้รู้ว่าในอดีตมีการเชื่อมโยงกัน เพราะลูกปัดมีทุกทวีป ลูกปัด เป็นเครื่องบ่งบอกถึงอารยธรรมโบราณ ลูกปัดเป็นหนึ่งในสินค้าสำคัญที่เชื่อมโยงยุคสมัย และช่วยเปิดมุมมองด้าน การสร้างสรรค์ศิลปะที่ส่งผลถึงโลกในยุคปัจจุบันให้นักโบราณคดีได้รับทราบ ลูกปัดโบราณเม็ดหนึ่งมีเรื่องราวมากมายให้ค้นหา ทั้งในด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม การผลิต การค้า และวิถีชีวิตของผู้คนยุคโบราณ  ดังนั้นเมื่อค้นพบแล้วก็ไม่ควรจะสูญหายไป ลูกปัดโบราณ วัตถุโบราณทุกชิ้น สำหรับนักโบราณคดี ในทางโบราณคดีถือว่ามีคุณค่าทุกชิ้น เพราะเปรียบเสมือนเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ เสมือนหนังสือเล่มหนึ่งที่บอกเรื่องราว เสมือนตำราการเรียนรู้เล่มโตที่ให้เราได้ศึกษาแง่มุมต่าง ๆ ดังนั้น ทุกชิ้นที่ค้นพบล้วนแล้วแต่มีคุณค่าสูงมาก ๆ จนไม่สามารถประเมินค่าออกมาเป็นตัวเงินได้”

             ลูกปัดโบราณจะไม่ใช่เพียงของเก่าเม็ดเล็กๆ  ที่มีคุณค่าในแง่ของความเก่าเท่านั้น  แต่มันมีคุณค่ามาก ลูกปัดเม็ดเล็กที่เดินทางผ่านกาลเวลามาจนถึงปัจจุบัน  มีเรื่องราวมากมายแอบแฝงอยู่ ทำให้เราได้ศึกษาเรียนรู้อดีต ลูกปัดโบราณช่วยในการเชื่อมโยงภาพของการติดต่อสื่อสารกันระหว่างชุมชนในอดีตจากแหล่งที่ขุดค้นพบจากข้อมูลแวดล้อม  ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงระหว่างอดีตกับปัจจุบัน 

ความเป็นมาของลูกปัดแก้ว

             ลูกปัดเป็นเครื่องประดับที่ได้รับความสนใจจากผู้คนทั่วโลกมาทุกยุคทุกสมัย  การค้นคว้าเรื่องราวของลูกปัดนั้นเชื่อว่ามีมายาวนานนับหมื่นปี  ซึ่งลูกปัดในยุคนั้นทำมาจากเมล็ดพืช  กระดูกสัตว์  เปลือกหอย  และหินที่มีรูอยู่แล้วตามธรรมชาติ   เมื่อมนุษย์มีวิวัฒนาการมากขึ้น  การทำลูกปัดก็ซับซ้อนขึ้น  สวยงาม  แปลกตาเพิ่มขึ้น  เช่นการตกแต่งลวดลายลงไปบนเนื้อหินมีค่า  เช่น  อาเกตและคาร์เนเลียน   ที่ถูกเรียกว่า  เอตช์คาร์เนเลียนของอินเดีย  และซีบีทของทิเบต  เมื่อประมาณ 4,000  ปีมาแล้ว  เชื่อว่ามีการผลิตลูกปัดแก้วเพื่อทดแทนลูกปัดจากหินมีค่า  เช่น  อาเกตและคาร์เนเลียนที่ได้รับความนิยมอย่างยิ่ง  ซึ่งหินเหล่านี้เริ่มหายากและราคาแพง  ทำให้ผู้คนในยุคนโบราณใช้ลูกปัดแก้วที่ถูกผลิตขึ้นมา  สวมใส่แทนลูกปัดที่ทำจากหินมีค่า
             ก่อนมาเป็นลูกปัดแก้วที่แท้จริงนั้น พบหลักฐานการใช้แก้วหรือการผลิตแก้ว นับว่ามีอายุการค้นพบเท่ากับประวัติศาสตร์ของมนุษย์ซึ่งมีประวัติความเป็นมา  และการพัฒนาควบคู่กันไป  เป็นที่เข้าใจกันว่า  เมื่อประมาณ 75,000 ปี มาแล้ว  มนุษย์ได้รู้จักนำแก้วธรรมชาติที่เกิดจากภูเขาไฟ  ที่เรียกว่า obsidian นำมาทำเป็นหัวธนู  หรืออาวุธต่างๆ  ต่อมาประมาณ  5,000 ปีมาแล้ว  มนุษย์ได้ค้นพบวิธีการผลิตแก้วโดยบังเอิญ  ได้มีบันทึกกล่าวไว้ว่าชาวฟีนิเชียนได้ขนดินประสิวมาจากอียิปต์ ขณะเตรียมอาหารอยู่บนชายหาดริมแม่น้ำบีลัส  ได้นำก้อนดินประสิวมาใช้แทนก้อนหินเพื่อทำเป็นฐานเตาไฟ เมื่อถูกความร้อน ก้อนดินประสิวเกิดการลุกไหม้และหลอมละลายผสมกับทรายในบริเวณนั้น  เกิดของเหลวใสไหลออกมาซึ่งก็คือ แก้ว  ส่วนในอียิปต์พบลูกปัดที่มีลักษณะกึ่งเคลือบ-กึ่งแก้วอายุประมาณ 6,000 กว่าปีมาแล้ว  ซึ่งสันนิษฐานว่าพัฒนามาจากการผลิตแกวน้ำเคลือบหรือฟายองซ์(Faience) ซึ่งมีลักษณะเหมือนแก้ว  โดยนำมาเคลือบลูกปัดดินเผา  แต่ฟายองซ์นั้นผลิตในอุณหภูมิที่ต่ำกว่าแก้ว และต่อมาจึงได้พัฒนาเป็นแก้วที่แท้จริง 

 

แหล่งผลิตลูกปัดแก้วโบราณที่สำคัญมีอยู่  3  แหล่ง 


อียิปต์ (Egyptian)

             ก่อนมีลูกปัดแก้วที่แท้จริงนั้นมีการผลิตลูกปัดจากดินเผาที่มีส่วนผสมของทรายควอทซ์แล้วนำมาเคลือบสีซึ่งดูเหมือนแก้วแต่ไม่ใส ลูกปัดประเภทนี้เรียกว่า ลูกปัดแบบเคลือบน้ำสีหรือแก้วน้ำเคลือบ  ซึ่งมีมาก่อนลูกปัดแก้ว ซึ่งสันนิษฐานว่าอาจเริ่มทำกันในเมโสโปเตเมียและอียิปต์เมื่อประมาณ 6,000 ปีมาแล้ว ในอียิปต์ได้พบวัตถุที่ทำจากแก้วจริงๆ คือ ลูกปัดแก้ว มีอายุ ประมาณ 4,000 กว่าปีมาแล้ว  ประมาณราชวงศ์ที่ 7 และ 8 ของอียิปต์โบราณ   โดยแก้วที่ทำขึ้นมานั้น นำมาขูด เกลากับหินเพื่อทำเป็นลูกปัด และทำเป็นเครื่องประดับอื่นๆ  ที่ช่างโบราณพยายามใช้แก้วผลิตเป็นเครื่องประดับเลียนแบบหินมีค่าซึ่งหายากและมีราคาแพงมากขึ้น โดยมีความเชื่อว่าลูกปัดสีน้ำเงินและสีฟ้าจะช่วยป้องกันอันตรายต่างๆได้  ต่อมาการทำลูกปัดแก้วได้แพร่หลายและเป็นที่นิยมไปยังดินแดนอื่นๆ

โรมัน (Roman)

             ลูกปัดแก้วในสมัยโรมันมีหลายรูปแบบรวมทั้งลูกปัดมีตา(eye beads) หรือแบบที่สันฐานกลมสีน้ำเงินเข้มแล้วแต้มด้วยรูปวงกลมหลายวงด้วยสีขาว  สีฟ้า  และน้ำเงินคล้ายรูปตาเป็นชั้นๆ(stratified eye beads)และแบบโมเสก(mosaic)  ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในช่วงประมาณ 2,100-1,900 ปีมาแล้ว ซึ่งลูกปัดแก้วมีตาของโรมันได้แพร่หลายและเป็นที่นิยมในกลุ่มประเทศอิสลามในเวลาต่อมา กล่าวได้ว่าเมื่อ 2,000 กว่าปีมาแล้วชาวโรมันมีลูกปัดแก้วใช้กันอย่างแพร่หลาย  และในสมัยนี้เทคนิคการเป่าแก้วเป็นที่รู้จักกันดีและได้สร้างความทันสมัยให้กับอุตสาหกรรมการผลิตลูกปัดแก้วได้อย่างมีประสิทธิภาพ และแพร่หลายมากยิ่งขึ้น

กลุ่มประเทศอิสลามในตะวันออกกลาง (Islamic influenced Eastern Midditeranian)

             โดยศิลปะอิสลามเริ่มเมื่อประมาณ 1,400 ปีมาแล้ว  ชาวมุสลิมโบราณเป็นนักเดินเรือที่ส่งหินอาเกตจากเอเชียตะวันตกไปเมืองซาอุดิอาระเบีย  และไคโรกับอเล็กซานเดรีย  เรือขนสินค้าของมุสลิมยังขนลูกปัดแก้วไปถึงแอฟริกา  นอกจากนี้ยังขนวัตถุดิบที่นำไปทำลูกปัดจากอินเดียไปยังจีน  ซึ่งจีนได้นำวัตถุดิบเหล่านี้ไปทำลูกปัดและส่งขายอีกทีหนึ่ง  ลูกปัดแก้วมีตาเป็นลูกปัดแก้วที่มีชื่อเสียงของชาวมุสลิม  โดยเชื่อว่าการมีหลายดวงตาจะคอยป้องกันภัยอันตรายต่างๆให้ผู้ที่สวมใส่

ลูกปัดโบราณในประเทศไทย

             สำหรับในประเทศไทยนั้น  ได้รู้จักใช้ลูกปัดและทำลูกปัดมาตั้งแต่ยุคหินใหม่  โดยใช้เปลือกหอยและกระดูกสัตว์  หรืองาช้าง  นำมาเจาะรูร้อยเชือกเป็นเครื่องประดับเช่นเดียวกับคนในที่อื่นๆ จากการขุดค้นทางโบราณคดีพบว่ามีการใช้ลูกปัดเรื่อยมาจนถึงยุคโลหะ  มีทั้งลูกปัดหิน  ดินเผา  กระดูกสัตว์  เปลือกหอยและโลหะ แต่การพบลูกปัดแก้ว  จะเริ่มแต่ปลายยุคโลหะเรื่อยขึ้นมา  พบร่วมกับวัตถุอื่นๆ เช่น  แหวน กำไล ตุ้มหูสำริด เป็นต้น
             ลูกปัดในประเทศไทยมีการรับอิทธิพล วัฒนธรรม และวัตถุดิบมาจากภายนอกโดยเฉพาะอินเดีย  ซึ่งมีอิทธิพลต่อการผลิตลูกปัดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมทั้งประเทศไทยด้วย โดยเชื่อกันว่าลูกปัดแก้วรุ่นแรกๆในประเทศไทยนั้นนำเข้ามาจากอินเดีย  เพราะในราว 2,500-2,000 ปีมาแล้วเป็นยุคที่อินเดีย  เอเชีย  ตะวันตก เมดิเตอเรเนียน  ติดต่อทางการค้าแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกัน  และค้าขายมาจนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย ลูกปัดชนิดต่างๆทั้งที่ผลิตจากหินและแก้วเป็นสินค้าออกที่แพร่หลาย  รวมทั้งยังมีการส่งออกในรูปแบบของวัตถุดิบอีกด้วย   เช่น  ที่แหล่งโบราณคดีบ้านดอนตาเพชร  จังหวัดกาญจนบุรี  อาจเป็นแหล่งแรกๆที่มีการติดต่อค้าขายทางทะเลกับดินแดนแถบตะวันออกกลาง  อินเดีย  และเมดิเตอเรเนียน  สินค้าสำคัญคือลูกปัด  ทั้งลูกปัดหินและลูกปัดแก้ว  แต่มีมีวัตถุทำจากแก้วชิ้นหนึ่งทรงลูกน้ำ  โปร่งแสง  ไม่มีสี  จำนวน 1 ชิ้น  ซึ่งเป็นรูปแบบที่ไม่เคยพบในอินเดีย  สันนิษฐานว่ามีการผลิตขึ้นเองในท้องถิ่น  โดยอาจนำเศษแก้วมาหลอมเอง
             นอกจากนี้แหล่งโบราณคดีที่เขาสามแก้ว  จังหวัดชุมพร  มีการรับวัฒนธรรมแถบทะเลจีน  เช่น  ที่เวียดนามและจีน  และจากวัฒนธรรมแถบทะเลอันดามัน  ได้แก่  อินเดียและตะวันออกกลาง  ซึ่งสันนิษฐานว่านอกจากนำเข้าลูกปัดประเภทต่างๆแล้ว  ยังอาจนำเข้าวัตถุดิบและเทคโนโลยีเพื่อผลิตเองในท้องถิ่นอีกด้วย  เนื่องจากพบเศษแก้วหลอมและลูกปัดแก้วที่ยังไม่สมบูรณ์
              แหล่งโบราณคดีควนลูกปัด  จังหวัดกระบี่  เป็นแหล่งผลิตลูกปัดแก้วที่สำคัญ  ชุมชนนี้มีการติดต่อค้าขายกับอินเดีย  และแถบเมดิเตอเรเนียนหรือตะวันออกกลาง  หรืออาจเป็นไปได้ว่านำเข้าแก้วจากอินเดีย  เพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตลูกปัดแก้ว
              นอกจากนี้ยังมีแหล่งโบราณที่สำคัญอีกแห่งที่เป็นแหล่งผลิตลูกปัด  คือ  แหล่งโบราณคดีที่เกาะคอเขา  จังหวัดพังงา  มีวิธีการผลิตที่ต่างจากควนลูกปัด  ที่มีการรับเอาอิทธิพลอื่นมาผลิตลูกปัดแก้วนอกเหนือจากอินเดีย คือ นิยมเลียนแบบเทคโนโลยีการผลิตลูกปัดแก้วจากตะวันออกกลางมากกว่าอินเดียรวมทั้งออกแบบรูปทรงใหม่ๆขึ้นอีกด้วย

ลูกปัดโบราณที่ค้นพบในประเทศไทย


              ในประเทศไทยมีการค้นพบลูกปัดโบราณหลายแห่ง  ทุกภูมิภาคในประเทศไทยโดยแบ่งออกเป็นช่วงต่างๆ ได้ดังนี้
                 ยุคการตั้งถิ่นฐานและทำการเพาะปลูก เมื่อประมาณ 5,500-6,500 กว่าปีมาแล้ว เริ่มมีหลักฐานของการใช้ลูกปัดที่ทำจากกระดูก  หอยและหินในรูปแบบธรรมดาและเหมือนกันทั่วไป เช่น  ที่ถ้ำทะลุ จังหวัดกาญจนบุรี  และถ้ำเบื้องแบบ  ถ้ำปากอม  จังหวัดสุราษฎร์ธานี  เมื่อมนุษย์มีพัฒนาการทางด้านวัฒนธรรมที่ซับซ้อนมากขึ้นเมื่อประมาณ 3,000-4,000 ปีมาแล้ว มีหลักฐานของการทำและใช้ลูกปัดควบคู่ไปกับความเชื่อ เห็นได้จากการฝังศพของหญิงและชายรวมทั้งเด็กในสมัยนั้นพร้อมไปกับลูกปัดและเครื่องตกแต่งอื่นๆมีหลักฐานปรากฏหลายแห่งเช่นที่บ้านเก่า จังหวัดกาญจนบุรี  ที่โคกพนมดี  อำเภอพนัสนิคม  จังหวัดชลบุรี  ที่โคกพนมดีนี้พบลูกปัดที่ทำเป็นแผ่นกลมบางๆจากเปลือกหอย  หรือกระดูกที่ทำเป็นรูปตัว”H”และ”I” นอกจากนี้มีการขุดพบลูกปัดหอยแบบเดียวกันที่ห้วยใหญ่ในบริเวณเขาวงพระจันทร์ จังหวัดลพบุรี  ซึ่งแสดงว่ามีการติดต่อกันระหว่างสองชุมชนที่อยู่ติดชายฝั่งทะเลกับที่อยู่ลึกเข้าไป
              ยุคโลหะ เมื่อประมาณ 2,000-3,500 ปีมาแล้ว  ในยุคนี้ของทุกภาคในประเทศไทยโดยเฉพาะในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ลูกปัดได้พัฒนาไปไกลเห็นได้จากลูกปัดที่ทำจากหินหลายประเภท  และตามมาด้วยลูกปัดแก้วที่ถูกส่งเข้ามาจากดินแดนโพ้นทะเลทั้งทางด้านตะวันตกและตะวันออก  อาจกล่าวได้ว่าลูกปัดในยุคโลหะในประเทศไทยนี้มีความหลากหลายเป็นอย่างมาก  และถูกส่งมาจากที่ไกล  นอกจากนี้ยังพบลูกปัดที่ยังทำไม่เสร็จดี  ไม่ว่าจะเป็นการเจาะรูหรือขัดผิวให้เรียบและเป็นวาว  สันนิษฐานว่าอาจมีการทำลูกปัดในประเทศไทย  ส่วนแหล่งที่มาของวัตถุดิบ เช่น หินคาร์เนเลียนนั้นอาจมาจากภาคกลาง  เช่น  ในจังหวัดลพบุรี  เป็นต้น
              แหล่งโบราณคดียุคโลหะที่น่าสนใจและเป็นที่รู้จักกันดีจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือคือที่บ้านเชียง  จังหวัดอุดรธานี  ลูกปัดที่พบที่นี่มีทั้งหินคาร์เนเลียนและอาเกต  แก้วเป็นแท่งรูปยาวที่เจาะรู  ลูกปัดแก้วแผ่นกลมๆเล็กๆสีส้ม  และลูกปัดแก้วโดยเฉพาะที่เป็นสีน้ำเงินอมฟ้าและเขียว ซึ่งไม่พบที่อื่นจึงทำให้สันนิษฐานว่าอาจทำขึ้นเองที่บ้านเชียงเมื่อประมาณ 2,000 ปีมาแล้ว
              นอกจากนี้ยังพบลูกปัดที่ทำด้วยทองคำที่มีอายุประมาณ 1,700 ปีมาแล้ว  เช่นที่โนนอุโลกซึ่งมีอายุระหว่าง 1,700-2,300 ปีมาแล้ว  แหล่งชุมชนยุคเหล็กสมัยก่อนประวัติศาสตร์นี้ตั้งอยู่ในแอ่งโคราช  บริเวณลุ่มแม่น้ำมูลตอนล่าง  นอกจากลูกปัดทองคำแล้วที่โนนอุโลกนี้ยังพบลูกปัดหินคาร์เนเลียนและอาเกต  รวมทั้งแบบที่เป็นแผ่นที่ใช้เป็นจี้ห้อยคอ  และลูกปัดประเภทอื่นๆที่ทำด้วยแก้ว  ฟันเสือและหอยซึ่งพบในหลุมฝังศพ
              ยุคหัวเลี้ยวหัวต่อที่จะเข้าสู่ยุคประวัติศาสตร์ เมื่อประมาณ 1,500 - 2,000 ปีมาแล้ว  มีหลักฐานทางโบราณคดีที่บ้านดอนตาเพชร จังหวัดกาญจนบุรี  พบลูกปัดหินคาร์เนเลี่ยนอาเกตหลายรูปแบบ  รวมทั้งที่เป็นรูปสิงโตซึ่งสันนิษฐานว่ามาจากอินเดีย  ส่วนที่อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี พบลูกปัดหลายรูปแบบ เช่น  รูปมะกอก  รูปคล้ายสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน  รูปกลม รูปกรวยฐานซ้อน รูปพระจันทร์เสี้ยว  รูปทรงกลมมีตาเป็นดวงๆและรูปทรงกระบอกที่มีลวดลายสีต่างๆเป็นลายสลับสี
              ในระหว่าง 1,500 -1,900 ปีมาแล้วมีเมืองท่าโบราณที่เขาสามแก้ว จังหวัดชุมพร  ที่มีหลักฐานของการค้ากับดินแดนโพ้นทะเล  ทั้งทางตะวันตกและตะวันออก  มีการพบลูกปัดหินอาเกต  ควอทซ์  คาร์นีเลียน  เอทช์-คาร์นีเลียน  บ้างก็มีการจารึกลงไปบนลูกปัดหินคาร์เนเลี่ยน รูปแท่งปริซึมสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด 0.9X045 ซม. ภาษาสันสกฤต ผู้เชี่ยวชาญภาษาโบราณได้อ่านว่า “อขิทโร”แปลว่า”แข็งแรง ไม่อ่อนแอ” นอกจากนี้ยังพบลูกปัดทองคำ  หินที่ยังไม่ได้ทำลูกปัด  และลูกปัดหินที่ยังไม่ได้เจาะรู ซึ่งบอกถึงการค้าวัตถุดิบซึ่งจะเอามาทำลูกปัด
              แหล่งที่สำคัญอีกแหล่งในภาคใต้คือที่ควนลูกปัด  อำเภอคลองท่อม  จ.กระบี่  ที่พบลูกปัดประเภทเดียวกับที่เขาสามแก้ว  และนอกเหนือไปจากนั้นยังพบตราอักษรปัลลวะ  ภาษาสันสกฤตจากอินเดียใต้  ลูกปัดแก้วที่เขียนเส้นสีรูปหน้าคน  และแผ่นหินคาร์เนเลียนที่มีรูปสลักผู้หญิงศิลปะแบบโรมัน  ซึ่งสันนิษฐานว่าถูกส่งเข้ามาจากแถบเมดิเตอร์เรเนียนกับพ่อค้าในสมัยนั้น  นอกจากนี้ก็พบลูกปัดแก้วและหินที่มีขั้วสีต่างๆซึ่งมีลักษณะเฉพาะที่เคยขุดพบในแหล่งโบราณคดีวิรัมปัตตะนัม  ฝั่งตะวันออกใกล้เมืองปอนดิเชรีของอินเดีย
              เมื่อประมาณ 1,000 กว่าปีมาแล้วมีเมืองท่าเกิดขึ้นในภาคใต้หลายแห่ง  นอกจากที่คลองท่อมแล้วก็ยังมีทางฝั่งตะวันตกของทะเลอันดามันที่เกาะคอเขา  จังหวัดพังงา  และทางฝั่งตะวันออกของอ่าวไทยที่อำเภอท่าชนะ  และแหลมโพธิ์  อำเภอไชยา  จังหวัดสุราษฎร์ธานีและที่สทิงพระ  จังหวัดสงขลา  ที่พบลูกปัดหิน  เช่น  แอมะธีสต์  ลูกปัดแก้วเป็นตา  ลูกปัดแก้วรูปฟักทอง  ลูกปัดแก้วหลายสีผสมกัน  และลูกปัดแก้วที่มีขั้วซึ่งเหมือนกับที่พบที่ออกแก้วใกล้ปากแม่น้ำโขงทางใต้ของเวียดนาม  นอกจากนี้ก็มีลูกปัดแก้วแบบเกลียวซึ่งสันนิษฐานว่าจะมาจากจีน
              ยุคประวัติศาสตร์ เมื่อประมาณ 1,500 ปีมาแล้วดินแดนในประเทศไทยนับตั้งแต่  จังหวัดสุโขทัย  หรือภาคเหนือตอนล่างลงมาถึงภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  และภาคใต้  มีหลักฐานของศิลปวัฒนธรรมที่เรียกว่า “ทวารวดี” ซึ่งมีอายุในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 11- 16 เช่น ประติมากรรม  พระพุทธรูป เครื่องปั้นดินเผาเป็นส่วนใหญ่  นอกจากนี้ยังพบลูกปัดหินคาร์เนเลี่ยน  อะเกต  ควอทซ์  ทองคำ  และลูกปัดแก้ว  โดยเฉพาะที่มีขนาดเล็กๆหลายๆสีแบบที่เรียกกันว่า  “ลูกปัดทวารวดี” หรือลูกปัดลมสินค้า
              หลังสมัยศิลปวัฒนธรรมทวารวดีลูกปัดทั้งหินและแก้วแบบที่พบในสมัยทวารวดีและก่อนๆได้ค่อยๆหายไป  การค้าลูกปัดระหว่างชุมชนในดินแดนประเทศไทยโบราณกับทางตะวันตกและอินเดียได้ค่อยๆลดลง ซึ่งสาเหตุอาจมาจากหลายปัจจัย แต่การติดต่อค้าขายกับจีนยังดำเนินต่อไป  มีสินค้าจีนเข้ามายังดินแดนประเทศไทยมากมาย  เช่น เครื่องปั้นดินเผา ที่อำเภออมก๋อย จ.เชียงใหม่  พบเครื่องถ้วยชามของจีนและของไทย  รวมทั้งลูกปัดแก้วซึ่งต่างกับของที่พบในสมัยศิลปวัฒนธรรมทวารวดีที่ฝังลงไปพร้อมกับศพ  ลูกปัดเหล่านี้ยังไม่ทราบที่มาอย่างชัดเจน  แต่สันนิษฐานว่าอาจมาจากประเทศจีน

ควนลูกปัด: แหล่งผลิตลูกปัดโบราณที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย


              แหล่งโบราณคดีที่น่าสนใจที่สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นแหล่งอุตสาหกรรมในการทำลูกปัดโบราณที่ใหญ่ที่สุด และพบลูกปัดโบราณเป็นจำนวนมากเท่าที่เคยพบมาในประเทศไทยคือ ควนลูกปัด อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ ลูกปัดที่พบ ณ แหล่งโบราณคดีแห่งนี้ มักพบอยู่ทั่วไปบนผิวดิน โดยเฉพาะเวลาฝนตกฉะหน้าดินออกจะพบลูกปัดชนิดต่างๆปรากฏอยู่ทั่วไปเป็นจำนวนมาก แต่ปัจจุบันลูกปัดโบราณได้รับความนิยมอย่างสูงในการนำมาทำเครื่องประดับ มีการลักลอบขุดและซื้อขายลูกปัดโบราณ จำนวนลูกปัดจึงเหลือเพียงเล็กน้อย
              ลูกปัดที่พบที่ควนลูกปัด อำเภอคลองท่อม มีหลายรูปแบบและทำจากวัสดุต่างๆกัน เช่น ทองคำ ดีบุก ดินผา แก้วรูปทรงต่างๆ รวมทั้งลูกปัดที่ทำเป็นรูปหน้าคนซึ่งไม่เคยพบที่แห่งใดในประเทศไทยนอกจากที่คลองท่อม โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ดังนี้
              1.ลูกปัดพื้นเมืองหรือผลิตขึ้นเอง เนื่องจากได้พบหลักฐานหลายอย่างที่ทำให้เชื่อได้ว่าลูกปัดบางชนิดผลิตขึ้นที่ควนลูกปัดเอง แต่วัตถุดิบที่ใช้ทำนั้นอาจได้มาจากต่างประเทศหรือภายในประเทศเอง เนื่องจากได้พบเศษหินแร่ที่สวยงามชนิดเดียวกับที่ใช้ทำลูกปัดที่ยังคงทิ้งรอยชัดเจนว่าถูกสกัดออกไปทำลูกปัด รวมทั้งเศษก้อนแก้วซึ่งเป็นแก้วชนิดเดียวกับที่ใช้ทำลูกปัดแก้ว เป็นจำนวนมากปะปนอยู่กับลูกปัดที่ทำสำเร็จแล้ว นอกจากนี้ยังได้พบลูกปัดที่ทำสำเร็จแล้ว ลูกปัดที่ยังทำไม่เสร็จเรียบร้อยเป็นจำนวนมาก คือทำเป็นรูปร่างมีการเจาะรูเพียงครึ่งเม็ด และยังได้พบลูกปัดแก้วที่ทำติดต่อกันเป็นแถวยาวๆยังไม่มีการเจาะรู รวมทั้งลูกปัดที่ทำแล้วใช้งานไม่ได้ถูกนำกลับไปหลอมรวมกันใหม่ ถ้าหากเป็นของที่ทำมาจากแหล่งอื่นนั้น ก็น่าจะทำสำเร็จเรียบร้อยแล้ว
              2.ลูกปัดที่มาจากต่างประเทศ ลูกปัดเหล่านี้คงถูกนำมาจากภายนอก โดยการค้าขายแลกเปลี่ยนกับพ่อค้าต่างชาติเริ่มตั้งแต่พ่อค้าแถบเอเชียกลาง พ่อค้าชาวอินเดียและพ่อค้าชาวจีน ทำให้ลูกปัดจากต่างประเทศเหล่านี้เข้ามาในดินแดนภาคใต้ของไทย ลูกปัดจากต่างประเทศเหล่านี้สามารถนำไปปรึกษาเปรียบเทียบกับลูกปัดที่พบที่แหล่งโบราณคดีอื่นๆ เช่นที่ เกาะคอเขา จ.พังงา เมืองอู่ทอง จ.สุพรรณบุรีและเมืองออกแก้ว ประเทศเวียดนาม สันนิษฐานว่าคงจะเป็นลูกปัดที่นำมาจากประเทศกลุ่มอาหรับและประเทศอินเดีย
              จำนวนของลูกปัดมากมายและรูปแบบต่างๆของลูกปัดที่พบที่แหล่งโบราณคดีควนลูกปัด อ.คลองถ่อม จ.กระบี่ เป็นหลักฐานสำคัญยิ่งทำให้ทราบว่าควนลูกปัดแห่งนี้เมื่อประมาณราวๆ พุทธศตวรรษที่ 10-12 (กำหนดอายุโดยการศึกษาเปรียบเทียบกับแหล่งโบราณคดีอื่นๆที่พบหลักฐานทางโบราณคดีเหมือนกัน เช่น ที่อู่ทองสุพรรณบุรี และที่เมืองออกแก้วในประเทศเวียดนาม) เป็นแหล่งอุตสาหกกรมในการทำลูกปัดโบราณที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพบในประเทศไทย และลูกปัดเหล่านี้คงถูกส่งไปเป็นสินค้าให้แก่ชุมชนอื่นๆในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย และในระยะเวลาเดียวกันนั้น ชุมชนโบราณแห่งนี้คงจะมีความสัมพันธ์ติดต่อกับประเทศอินเดียกลุ่มประเทศอาหรับ ชุมชนโบราณสมัยแรกประวัติศาสตร์ ในประเทศไทยไปจนถึงเมืองออกแก้วในประเทศเวียดนาม ในฐานะที่เป็นเมืองท่าชายฝั่งหรือที่พักสินค้าที่สำคัญแห่งหึ่งบนฝั่งตะวันตกของคาบสมุทรมลายู ซึ่งตั้งอยู่บนเส้นทางคมนาคมระหว่างอินเดียภาคใต้ ภาคเหนือกับดินแดนแถบเอเชียอาคเนย์

อ้างอิง


กรมศิลปากร. โบราณคดีสี่ภาค. กรุงเทพฯ : หัตถศิลป์, 2531.
ผุสดี รอดเจริญ. “การศึกษาแก้วสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายที่พบในภาคกลางและ
              ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย.” วิทยานิพนธ์ ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต
              สาขาวิชาโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2548.
พัชรี สาริกบุตร. เทคโนโลยีสมัยโบราณ เครื่องมือหิน งานโลหะ เครื่องปั้นดินเผา แก้ว
              และลูกปัดแก้ว. นครปฐม : มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2524.
พรชัย สุจิตต์. ลูกปัดในอดีต-ปัจจุบัน. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, 2546.
__________. “ลูกปัดโบราณ : แหล่งควนลูกปัด,” สารานุกรมวัฒนธรรมภาคใต้. 8 (2529) : 3245 -3249.
Dubin, Lois Sherr. The History of Beads from 30,000 B.C. to the Present. New York :
              Harry N. Abram, Inc., 1987.

ลูกปัดหินอาเกตและคาร์เนเลียน

ที่มา : The History of Beads from 30,000 B.C. to the Present

 


 

ลูกปัดกระดูกสัตว์และเปลือกหอย
ที่มา : พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

 

 

ลูกปัดสำริด

ที่มา : The History of Beads from 30,000 B.C. to the Present

 

 

ลูกปัดแก้ว
ที่มา : พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

 

 

ลูกปัดแก้วน้ำเคลือบ

ที่มา : http://buy.ebay.co.th/buying/ vn/display/Ancient-Egypt-Turquoise -Faience-Glass-Necklace

 

 

ลูกปัดแก้วมีตา

ที่มา : http://www.ancienttouch.com/ ancientbeads-eye-antiquity.htm

 

 

ลูกปัดแก้วโมเสก

ที่มา : The History of Beads from 30,000 B.C. to the Present

ลูกปัดแก้วทรงลูกน้ำ จากแหล่งโบราณคดี
บ้านดอนตาเพชร จังหวัดกาญจนบุรี
ที่มา : ผุสดี  รอดเจริญ. “การศึกษาแก้วสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ตอนปลายที่พบในภาคกลางและ
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย.”

 

 

ยุคการตั้งถิ่นฐานและทำการเพาะปลูก

ลูกปัดหอยที่ทำเป็นแผ่นกลมบางๆ  

จากแหล่งโบราณคดีโคกพนมดี จังหวัดชลบุรี

 

 

ลูกปัดเปลือกหอยเป็นรูป “I”
จากแหล่งโบราณคดีโคกพนมดี จังหวัดชลบุรี

ที่มา : พรชัย  สุจิตต์.  ลูกปัดในอดีต-ปัจจุบัน.  กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, 2546.

 

 

ยุคโลหะ

 

ลูกปัดแก้วสันนิษฐานว่าทำขึ้นเอง
จากแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง  จังหวัดอุดรธานี

ที่มา : พรชัย  สุจิตต์.  ลูกปัดในอดีต-ปัจจุบัน.  กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, 2546.

 

 

แท่งแก้วมีรูอาจยังไม่ได้นำไปตัดทำลูกปัด ไม่ทราบแหล่งที่พบในประเทศไทย
ที่มา : พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

 

 

ยุคหัวเลี้ยวหัวต่อที่จะเข้าสู่
ยุคประวัติศาสตร์

 

ลูกปัดแก้วเขียนสีรูปหน้าคน
จากแหล่งโบราณคดีควนลูกปัด จังหวัดกระบี่ ที่มา : “ลูกปัดโบราณ : แหล่งควนลูกปัด,” สารานุกรมวัฒนธรรมภาคใต้. 8 (2529) : 3245 -3249.

 

 

จี้หินคาร์เนเลียนรูปผู้หญิงศิลปะโรมัน
จากแหล่งโบราณคดีควนลูกปัด จังหวัดกระบี่
ที่มา : พรชัย  สุจิตต์.  ลูกปัดในอดีต-ปัจจุบัน.  กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, 2546.

 

 

ยุคประวัติศาสตร์

 

ลูกปัดทวารวดีหรือลูกปัดลมสินค้า
ที่มา : พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

 

 

ลูกปัดแก้วแบบและสีต่างๆ สันนิฐานว่ามาจากประเทศจีน
ขุดพบในบริเวณอุ้มผาง จังหวัดตาก
ที่มา : พรชัย  สุจิตต์.  ลูกปัดในอดีต-ปัจจุบัน.  กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, 2546.

 

พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ
คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต
ถ.พหลโยธิน ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 12120
โทรศัพท์ 02 – 564-4440 - 50 ต่อ 1752-54
แฟกซ์ 02 – 564-4440 - 50 ต่อ 1753