พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

Thammasat Chalermprakiat Museum
Organized by Faculty of Sociology and Anthropology , Thammasat University , Thailand

นิทรรศการออนไลน์ "ว่าด้วยเรื่องปราสาทพระวิหาร" 

 

ที่ตั้ง                                         เทือกเขาพนมดงรัก อำเภอจอมกระสาน จังหวัดพระวิหาร ประเทศกัมพูชา

                                              ยอดผาเป้ยตาดี ความสูง 657 เมตร จากระดับน้ำทะเล

 

พิกัดภูมิศาสตร์                        14 องศา  23 ลิปดา  28.26 ฟิลิปดาเหนือ

                                              104 องศา  40 ลิปดา  48.92  ฟิลิปดาตะวันออก

 

อายุ                                      กำหนดอายุการสร้างจากศิลาจารึกว่า ตรงกับรัชสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1

ระบุ พ.ศ. 1581  จัดอยู่ในศิลปะเขมรสมัยบาปวน โดยภายหลังมีการสร้างเพิ่มเติม     ในรัชสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 (ผู้สร้างนครวัด)

 

เส้นทางสู่ตัวปราสาท

          ทิศเหนือ             : ถนนหลวงหมายเลข 221 จากอำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ

                                จากนั้นเข้าทางบันไดด้านหน้าจากอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ประเทศไทย

          ทิศตะวันออก      : ช่องบันไดหัก ไต่หน้าผาขึ้นจากอำเภอจอมกระสาน

    จังหวัดพระวิหาร ประเทศกัมพูชา

          ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ  : ถนนจากบ้านโกมุย อำเภอจอมกระสาน จังหวัดพระวิหาร ประเทศกัมพูชา

 

แหล่งโบราณสถานบริเวณเขาพระวิหารที่นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าเกี่ยวเนื่องกับตัวปราสาท*

          ภาพสลักบนผามออีแดง : ภาพสลักนูนต่ำรูปบุรุษรูปหนึ่งขนาบด้วยรูปสตรีสองรูปอยู่เบื้องข้าง

                                                                  และอีกภาพหนึ่งเป็นภาพลายเส้นจารลงไปในผิวของหน้าผา

                สถูปคู่                                 : เป็นสถูป 2 องค์ ทำด้วยหินทราย สูง 4.2 เมตร ส่วนยอดมน

                                                                  ข้างในมีโพรงบรรจุสิ่งของ คนท้องถิ่นเรียก “ พระธาตุ”

                สระตราว                           : เป็นสระน้ำที่เกิดจากการกักน้ำไว้ด้วยทำนบศิลาขนาดใหญ่

                                                                  สระตราว เป็นภาษาเขมรแปลว่าข้างนอก คืออยู่นอกกลุ่มปราสาทหิน

                                                                  บนยอดเขา คาดว่ามีสถานะเทียบเท่าบาราย หรือแหล่งเก็บน้ำแบบขอม

                แหล่งตัดหิน                     : เป็นแหล่งตัดหินที่นำไปสร้างปราสาท ซึ่งพบอยู่ทั่วบริเวณผามออีแดง

                                                                  และที่สระตราว

ปราสาทโดนตรวล         : กลุ่มปราสาทขนาดเล็ก ทำด้วยศิลาแลง ที่ช่องเขาโดนตรวล อยู่ห่างจาก

 ปราสาทพระวิหารประมาณ 11 กิโลเมตร ตรงทางเข้าของปรางค์องค์แรก

 มีเสาจำหลักลวดลายเหมือนเสาที่ปราสาทพระวิหาร แต่ฝีมือไม่ปราณีตเท่า

           * แหล่งโบราณสถานทั้งหมดนี้ ปัจจุบันอยู่ในดินแดนของประเทศไทย

           

ว่าด้วยเรื่องปราสาทพระวิหาร : ศิลาจารึก

 

                การศึกษาทางด้านจารึกนั้น อาแบล แบรแกนญ์ (Abel Bergaigne)  ได้แปลศิลาจารึกภาษาสันสฤตที่พบ ณ ปราสาทเขาพระวิหารเป็นภาษาฝรั่งเศสในชื่อ “Phnom Prah Vihear” เป็นครั้งแรก อย่างไรก็ดีผลงานแปลและการศึกษาความหมายของศิลาจารึกปราสาทเขาพระวิหาร ทั้งภาษาสันสฤตและภาษาเขมรเกือบทั้งหมดได้กระทำโดย ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ (George Coedes) ในชื่อเรื่อง “Les steles de Phnom Sandak (K.194) et de Prah Vihar (K.383)” และต่อมาท่านได้แปลศิลาจารึกหลักอื่นของเขาพระวิหารที่เหลือทั้งหมดคือ “Inscriptions de Prah Vihar (K. 380-383)” ซึ่งผลงานทั้งหมดเป็นการให้รายละเอียดได้อย่างครบถ้วน

 

                ศิลาจารึกพนมพระวิหาร

          อาเบล แบร์แกนญ์ (Abel Bergaigne) ได้กล่าวถึงศิลาจารึก ซึ่งเรียกว่า “พนมพระวิหาร” ค้นพบบริเวณปราสาทประธานของเขาพระวิหาร ว่าเป็นศิลาจารึกภาษาสันสฤตและภาษาเขมร ศิลาจารึกหลักนี้ชำรุดแตกหัก ตอนบนมีข้อความภาษาสันสฤตจารทั้ง 4 ด้าน ลงท้ายด้วยข้อความภาษาเขมรจำนวน 2 บรรทัด                              

ข้อความส่วนที่เป็นภาษาสันสฤตนี้ เป็นที่นิยมจารลงบนศาสนสถานในรัชสมัยพระเจ้ายโศวรมันที่ 1

และกล่าวถึงศักราชที่ตรงในสมัยของพระองค์ (พ.ศ. 1436) แต่ก็มิได้ปรากฏพระนามของพระเจ้ายโศวรมันที่ 1 อีกทั้งยังมีความผิดแปลกในตัวอักษรปรากฏอยู่บางตอน จึงมิอาจจะกำหนดได้ว่า จารึกในส่วนต้นนี้มีความเก่าแก่กว่าจารึกภาษาเขมรขนาดสั้น ซึ่งจารึกอยู่เบื้องล่าง แต่อย่างใด

                เนื้อความภาษาเขมรในส่วนล่างนี้ มีรูปแบบเฉพาะตัวที่แสดงถึงระยะเวลาหลังจากรัชสมัยพระเจ้า

ยโศวรมันที่ 1 มาก จารึกภาษาเขมรในส่วนนี้ปรากฏคำว่า “ศรีศิขรีศวร” คงจะได้แก่ เทวรูปพระศิวะ ที่ได้สถาปนาขึ้นพร้อมกันกับศิลาจารึก ศักราชที่ปรากฏได้แก่ พ.ศ. 1589 ตรงกับรัชสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1

 

                ศิลาจารึกพบที่กรอบประตูของโคปุระชั้นที่ 2 (ศิลาจารึกหมายเลข K. 380)

                ศิลาจารึกนี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งกับประวัติของปราสาทเขาพระวิหาร ซึ่งประกอบด้วยเนื้อความสำคัญหลายเรื่อง และศักราชที่สัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นคุณลักษณะโดยทั่วไปของการอ้างถึงอำนาจอันลึกลับของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ โดยมีเนื้อความแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ

                ส่วนที่ 1  จารึกภาษาสันสฤตและเขมร    พ.ศ. 1561 กล่าวถึงการสรรเสริญกษัตริย์ และการที่พระเจ้า

สุริยวรมันที่ 1 ทรงสถาปนาลำดับของราชศิวลึงค์ อันได้แก่ สุริยวรเมศวร,  พ.ศ. 1580- 1581 กล่าวถึงบุคคลสำคัญ คือ สุกรรมัน เป็นผู้มีหน้าที่บันทึกข้อมูลในศาสนสถาน ศรีศิขเรศวร และเป็นผู้เก็บรักษาเอกสารของราชอาณาจักร

                ส่วนที่ 2  จารึกภาษาเขมร ระบุ พ.ศ. 1581 กล่าวถึงพระราชโองการให้ประชาชน 5 ประเภทมาสาบานแสดงความภักดีแด่เทพเจ้าศรีศิขรีศวร ซึ่งเทพเจ้านามว่าภัทรเรศวรของลึงคปุระได้เสด็จมาจุติ  และกล่าวถึงการแบ่งภาคลงมาของภัทเรศวร ณ ปราสาทเขาพระวิหาร เป็นผลมาจากการบำเพ็ญตบะของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1

อันเป็นผู้สืบทอดการแบ่งภาคครั้งนี้ ในศาสนสถานแห่งใหม่ของพระองค์ พระผู้เป็นเจ้าจึงทรงสำเร็จด้วยความมหัศจรรย์ทั้งมวล

                ส่วนที่ 3 จารึกภาษาเขมร ระบุ พ.ศ 1592  สภาพชำรุดมากและเนื้อความยากที่จะเข้าใจได้ อาจมีความเกี่ยวข้องกับศิลาจารึกของสุกรรมัน ซึ่งได้จารอยู่เบื้องบน

ว่าด้วยเรื่องปราสาทพระวิหาร : รูปแบบศิลปกรรม

แผนผังปราสาทพระวิหาร 

 

                ปราสาทพระวิหาร ตั้งอยู่บนเขาพระวิหาร เทือกเขาพนมดงแร็ก เป็นศาสนสถานในศาสนาพราหมณ์หรือฮินดูในลัทธิไศวนิกาย คือการบูชาพระอิศวรหรือพระศิวะเป็นเทพสูงสุด ตามหลักฐานที่กล่าวถึงในศิลาจารึกถึงชื่อปราสาทพระวิหารคือ “ศรีศิขเรศวร” หมายถึงภูเขาแห่งพระผู้เป็นใหญ่ ซึ่งหมายถึงพระอิศวร

ในจารึกได้กล่าวถึงการสถาปนาศิวลึงค์ยังปราสาทประธาน และรูปสลักที่หน้าบันของมณฑปปราสาทประธาน ยังเป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับพระอิศวร หรือพระศิวนาฏราชอีกด้วย

          ได้มีการค้นพบจารึกที่เกี่ยวกับปราสาทพระวิหารหลายแห่ง จารึกสำคัญอยู่ที่กรอบประตูของโคปุระชั้นที่ 2 กล่าวถึงชื่อผู้สร้างปราสาทคือ พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ระบุ พ.ศ. 1581  ซึ่งจากจารึกดังกล่าวนี้ วิเคราะห์

ร่วมกับรูปแบบศิลปกรรมแล้วพบว่าเป็นช่วงระยะเวลาเดียวกัน กล่าวคือ ปราสาทเขาพระวิหารจัดอยู่ในศิลปะเขมรสมัยบาปวน ในช่วงกลางถึงปลายพุทธศตวรรษที่ 16

          หลักฐานทางศิลปกรรมของปราสาทพระวิหารตามรูปแบบที่พบมากที่สุด คือ ศิลปะสมัยบาปวน

ในช่วงกลางถึงปลายพุทธศตวรรษที่ 16 โดยส่วนหนึ่งมีการสร้างเลียนแบบศิลปะที่มีมาก่อนหน้า เช่น ศิลปะแบบบันทายสรี ส่วนที่เป็นสมัยนครวัดนั้นเป็นอาคารที่สร้างขึ้นสมัยหลัง

 

                แผนผัง

          ปราสาทพระวิหารจัดเป็นศาสนสถานที่ตั้งอยู่บนภูเขา มีแผนผังแบบวิ่งเข้าหาจุดศูนย์กลาง กล่าวคือจะมีทางขึ้นไปยังตัวปราสาท ประกอบด้วยบันไดยกระดับเป็นระยะๆ ที่ราวบันไดจะมีสะพานนาค มีประตูหรืออาคารที่ผ่านเป็นจุดๆ เรียกว่าโคปุระ จนไปถึงจุดสูงสุดคือตัวปราสาทประธาน ซึ่งที่ปราสาทพระวิหารนี้ จะมีโคปุระถึง 5 ชั้น การนับจะนับจากปราสาทประธานออกมา โคปุระชั้นในสุดหรือโคปุระที่ 1 ได้แก่ โคปุระของระเบียงคตที่ล้อมรอบตัวปราสาทประธาน ปราสาทประธานมีขนาดค่อนข้างเล็ก การที่ศาสนสถานตั้งอยู่บนภูเขา จึงถือว่าตัวภูเขาเองเปรียบเสมือนโลกสวรรค์ การทำบันไดที่มีสะพานนาค คือสะพานสายรุ้งที่เชื่อมจากโลกมนุษย์ขึ้นสู่โลกสวรรค์ ปัจจุบันปราสาทประธานอยู่ในสภาพพังทลายลงมา เหลือเฉพาะส่วนที่เป็นมณฑปด้านหน้าเท่านั้น

 

                ปราสาทประธานและทับหลัง

                หลักการกำหนดอายุของการศึกษารูปแบบศิลปกรรมปราสาทในศิลปะเขมร จะใช้ทุกส่วนขององค์ประกอบในการก่อสร้างมาวิเคราะห์ร่วมกัน เช่น ระบบแผนผังวิวัฒนาการของตัวปราสาท ลวดลายประดับศาสนสถาน ได้แก่ ทับหลัง หน้าบัน เสาประดับกรอบประตู เป็นต้น

ทับหลังที่ปราสาทประธานของปราสาทพระวิหาร จัดอยู่ในศิลปะแบบบาปวน มีลักษณะสำคัญคือมีหน้ากาลอยู่กึ่งกลางชิดขอบด้านล่าง หน้ากาลคายท่อนพวงมาลัยออกมาทั้ง 2 ข้าง มีมือมายึดท่อนพวงมาลัยไว้ เหนือหน้ากาลนิยมมีรูปเล่าเรื่องขนาดเล็กๆ ประดับอยู่ ถ้าเป็นส่วนสำคัญของปราสาทจะสลักรูปเล่าเรื่องของเทพเจ้าองค์สำคัญไว้ แต่โดยทั่วไปแล้วจะเป็นรูปประจำทิศ ทำเป็นรูปบุคคลนั่งชันเข่าเหนือสัตว์ที่เป็นพาหนะของเทพแต่ละองค์ ส่วนเหนือและใต้ท่อนพวงมาลัยจะเป็นลายใบไม้ ด้านบนใบไม้จะแยกไปคนละทาง ด้านล่างเป็นใบไม้ม้วนเข้าหากัน ลักษณะนี้เป็นรูปแบบของศิลปะสมัยบาปวน กำหนดโดยใช้รูปแบบของปราสาทบาปวนในเมืองพระนคร ประเทศกัมพูชา

          ทับหลังที่ปราสาทประธานยังเหลืออยู่ที่เดิม 4 แห่ง ได้แก่ หน้าบันของมณฑปด้านหน้า (ทิศใต้ ทิศตะวันออกและทิศตะวันตก) และอีกแห่งหนึ่งอยู่ที่มุขด้านหลัง (ทิศตะวันตก) ทับหลัง 3 แห่งแรกจัดเป็นศิลปะสมัยบาปวนอย่างแท้จริง ส่วนที่มุขด้านหลังมีลักษณะคล้ายกับทับหลังสมัยเกลียง น่าจะเป็นงานที่ย้อนกลับไปทำตามแบบเดิม จากรูปแบบศิลปกรรมของทับหลังดังกล่าว จึงเป็นตัวกำหนดได้ว่า ตัวปราสาทประธานน่าจะเป็นงานที่สร้างขึ้นในสมัยบาปวน ตรงกับจารึกที่ปรากฏในราวกลางถึงปลายพุทธศตวรรษที่ 16 ทั้งนี้ได้พิจารณาร่วมกับศิลปกรรมอื่นๆ ที่พบ เช่น ลักษณะของประติมากรรมเล่าเรื่อง เครื่องแต่งกาย ทรงผม ลักษณะของนาคที่เป็นนาคเศียรโล้น รวมทั้งลวดลายประดับตามเสาติดผนังและกรอบซุ้มที่นิยมทำลายก้านต่อดอก ล้วนเป็นงานที่พบมากในสมัยบาปวนทั้งสิ้น

          ในส่วนของรูปแบบของตัวปราสาท  ปัจจุบันปราสาทพระวิหาร เหลือเพียงเฉพาะมณฑปที่อยู่ต่อเนื่องทางด้านหน้า ทางทิศเหนือของตัวปราสาทเท่านั้น เหนือเรือนธาตุคือ หลังคาชั้นซ้อนของปราสาทพระวิหาร ไม่เหลืออยู่แล้ว เพราะทลายลงมาในบริเวณนั้น

ศ.ดร.สันติ เล็กสุขุม ได้ทำรูปแบบสันนิษฐานหลังคาชั้นซ้อนของปราสาทพระวิหาร ตีพิมพ์ในวารสารศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 29 ฉบับที่ 6 (เมษายน 2551) โดยพิจารณาจากแบบแผนของปราสาทขอมร่วมกับเอกสารประกอบการบรรยายของ ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้า สุภัทรดิศ ดิศกุล ในการสัมมนาซึ่งกรมศิลปากรจัดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2535 ระบุถึงรูปปราสาทจำลองพบที่ปราสาทพระวิหาร มีเนื้อความตอนหนึ่งว่า “แม้ปรางค์(ปราสาท) ได้หักพังลงไปหมดแล้ว แต่ยังมีรูปจำลองปรากฏอยู่ รูปจำลองนี้แต่เดิมใช้ประดับอยู่เหนือมุมหลังคาขององค์ปรางค์...”  โดยรูปแบบสันนิษฐานหลังคาชั้นซ้อนของปราสาทพระวิหาร  จะประดับมุมของชั้นหลังคาด้วยรูปปราสาทจำลอง ขณะที่ปราสาทพนมรุ้งและปราสาทพิมาย ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยหลังจะประดับด้วยรูปนาคปัก เป็นผลให้รูปทรงของหลังคาชั้นซ้อนกลมกลืนกันเป็นทรงพุ่มมากขึ้น



งานศิลปกรรมอื่นๆ

งานศิลปกรรมอื่นๆ ที่แสดงถึงลักษณะอันโดดเด่นของปราสาทพระวิหารคืออาคาร และงานประดับตกตางตามโคปุระในแต่ละชั้น โดยเฉพาะลวดลายและรูปเล่าเรื่องที่หน้าบันและทับหลัง ลักษณะของอาคารทำหน้าจั่วที่เลียนแบบเครื่องไม้ มีปลายม้วนเป็นตัวเหงาที่ปลายม้วนลง รูปแบบนี้พบแล้วที่ปราสาทบันทายสรี ในศิลปะเขมรสมัยบันทายสรี ซึ่งพบอยู่ไม่มากนัก

ที่โคปุระชั้นที่ 3  มีรูปเล่าเรื่องที่สำคัญที่หน้าบันและทับหลัง ทั้งหมดเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเทพเจ้าสูงสุดในศาสนาฮินดู เช่น หน้าบันและทับหลังด้านทิศใต้เป็นฉากตอนกวนเกษียรสมุทร คือตอนพระนารายณ์อวตารเป็นเต่า(กูรมาวตาร) ส่วนทับหลังด้านล่างเป็นภาพวิษณุอนันตศายิน-ปัทมนาภะ  นอกจากนี้ยังมีเรื่องพระกฤษณะปราบนาคกาลียะ พระกฤษณะยกภูเขาโควรรธนะ เป็นต้น โดยรูปแบบทางศิลปะแล้วจัดเป็นสมัยบาปวนเช่นเดียวกัน

ปราสาทพระวิหารและเขาพระวิหาร จึงจัดเป็นศาสนสถานประจำเมืองในฐานะศูนย์กลางจักรวาล อันเป็นการจำลองเขาพระสุเมรุมาสร้างบนโลกมนุษย์ การที่ในจารึกกล่าวถึงผู้สถาปนาคือพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 มาปกครองผู้คนท้องถิ่นในดินแดนแถบนี้ที่อยู่บนพื้นราบลุ่ม อันเป็นแหล่งน้ำและแหล่งเกษตรกรรมที่สมบูรณ์ ซึ่งน่าจะอยู่บริเวณด้านหน้าเขาพระวิหารตามเส้นทางน้ำที่ไหลลงมาจากสระตราว อันแสดงให้เห็นว่าเป็นชุมชนที่มีขนาดใหญ่ และมีความสำคัญแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่เบื้องล่างและน่าจะมีอาณาเขตลงมาถึงจังหวัดศรีสะเกษ

ว่าด้วยเรื่องปราสาทพระวิหาร : ประติมานวิทยา

                การศึกษาทางด้านประติมานวิทยาของปราสาทเขาพระวิหาร คือการศึกษาเรื่องราวที่ปรากฏบนภาพสลักว่าภาพสลักดังกล่าวสร้างขึ้นจากเรื่องใด มีเนื้อความว่าอย่างไร และเป็นเนื้อเรื่องในคติของศาสนาใด    ภาพสลักที่กล่าวถึงนี้ จำหลักอยู่บนทับหลังของปราสาทประธาน ระเบียงคดและโคปุระชั้นต่างๆเป็นสำคัญ เป็นที่น่าเสียดายที่ในปัจจุบันประสาทพระวิหารอยู่ในสภาพชำรุดปรักหักพังยังมิได้รับการบูรณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปราสาทประธานสภาพเสียหายมาก ด้วยเหตุนี้ภาพสลักบนทับหลังและหน้าบันส่วนใหญ่ของปราสาทประธาน จึงยังทับถมอยู่ในกองศิลาโดยไม่อาจศึกษาอะไรได้ ดังนั้นการศึกษาทางด้านประติมานวิทยาจึงกระทำได้เฉพาะภาพสลักที่หน้าบันของมณฑปเท่านั้น ส่วนภาพสลักของโคปุระชั้นต่างๆ ยังอยู่ในสภาพดี โดยเฉพาะโคปุระชั้นที่ 2 และ 3 มีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ จึงทำให้สามารถศึกษาเรื่องราวบนทับหลังและ

หน้าบันได้โดยละเอียด

               

                ภาพเล่าเรื่องในลัทธิไศวนิกาย

                ภาพศิวนาฏราชที่หน้าบันของมณฑปด้านทิศเหนือของปราสาทประธาน ศิวนาฏราชเป็นรูปเคารพของศิวะในปางทรงเคลื่อนไหวหรือทรงฟ้อนรำที่เรียกว่า “นฤตตมูรติ” หรือ “ศิวนาฎราช” ในศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกายถือว่าการฟ้อนรำของพระศิวะนั้น เป็นทั้งการสร้างและล้างโลกไปพร้อมกัน หากพระองค์ทรงฟ้อนรำด้วยจังหวะที่พอดีโลกก็จะอยู่เย็นเป็นสุข แต่ถ้าพระองค์ทรงฟ้อนรำด้วยจังหวะรุนแรงด้วยความพิโรธ โลกก็จะเกิดภัยพิบัติ ภาพสลักที่หน้าบันมณฑปนี้ ปรากฏเป็นรูปบุคคลสิบกรยืนเหยียบบนตระพองช้าง การที่พระศิวะทรงฟ้อนรำเหนือศีรษะของคชสารนี้ แสดงถึงเหตุการณ์ขณะที่พระศิวะทรงเต้นรำเหนือหนังคชสารสีดำในตอนเย็น มีหยดน้ำของแม่พระคงคาซึ่งเกิดจากจากสะบัดของหนังคชสาร ซึ่งเปรียบเสมือนดวงดาวสีขาวบนท้องฟ้า

                ภาพอุมามเหศวรบนหน้าบันของโคปุระชั้นที่ 2 มุขทิศใต้ แสดงรูปพระศิวะและพระอุมาประทับเหนือหลังโคนนทิ โดยพระศิวะประทับนั่งในท่ามหาราชลีลาสนะ ตระกองกอดพระชายาอยู่ภายใต้ต้นไม้ขนาดใหญ่ต้นหนึ่ง  องค์พระศิวะ พระชายา และโคพาหนะ แวดล้อมด้วยบริวารทั้งด้านซ้ายและขวา รูปอุมามเหศวรในศิลปะเขมรนิยมการสร้างภาพพระศิวะและพระอุมา ตระกองกอดกันเหนือหลังโคนนทิ ซึ่งแตกต่างจากศิลปะอินเดียที่แสดงรูปพระศิวะและพระอุมาประทับนั่งบนแท่น โดยมีโคนนทิหมอบหรือยืนอยู่เบื้องหน้า

 

                ภาพเล่าเรื่องในลัทธิไวษณพนิกาย

                ภาพวิษณุอนันตศายิน-ปัทมนาภะ บนทับหลังตกอยู่ภายในลานชั้นในรอบปราสาทประธาน และบนทับหลังโคปุระชั้นที่ 3 มุขทิศใต้  คัมภีร์วราหะปุราณะ ซึ่งให้ความสำคัญกับพระวิษณุ (พระนารายณ์)   กล่าวถึงเหตุการณ์ขณะที่พระวิษณุกำลังบรรทมหลับ ได้ทรงสุบินถึงการสร้างสิ่งต่างๆ ในขณะเดียวกันก็บังเกิดมีดอกบัวผุดขึ้นมาจากพระนาภี บนดอกบัวนั้นได้บังเกิดพระพรหมขึ้น และพระพรหมทรงเป็นผู้สร้างมนุษย์และสิ่งต่างๆต่อไป  ส่วนพระนามของพระวิษณุซึ่งบรรทมอยู่บนอนันตนาคราช ที่เรียกว่า อนันตศายนะ หมายถึง ความไม่มีที่สิ้นสุด (อนันต-)  ส่วนวิษณุอนันตศายินก็มีความหมายคล้ายคลึงกัน เพิ่มเติมคือชลไศยิน หมายถึง การบรรทมอยู่บนน้ำหรือในน้ำ  ปัทมนาภะ แสดงถึงการสร้างโลกโดยมีดอกบัวผุดออกมาจากพระนาภีของพระนารายณ ์และมีพระพรหมประทับบนดอกบัวนั้น

                ภาพกูรมาวตาร หรือเรื่องราวการกวนเกษียรสมุทร บนหน้าบันโคปุระชั้นที่ 3 มุขทิศใต้ กูรมาวตาร(กูรมะ หรือ เต่าขนาดมหึมา) เป็นอวตารลำดับที่ 2 ของพระวิษณุในคัมภีร์ที่เขียนขึ้นในสมัยหลัง เกี่ยวพันกับเรื่องราวการกวนเกษียรสมุทร การกวนเกษียรสมุทรนี้เกิดจากการกระทำของเหล่าเทวดาและเหล่าอสูร เพื่อที่จะได้มาซึ่งน้ำอมฤตเพื่อความเป็นอมตะ น้ำอมฤตนี้ได้มาจากการทิ้งพืชพันธุ์ต่างๆลงในมหาสมุทร โดยนำภูเขามันทรคีรี ซึ่งเป็นเขาหนึ่งใน 4 ลูกของเขาพระสุเมรุ อันเป็นแกนของโลก มาใช้เป็นไม้กวน โดยให้พญานาควาสุกรีมาพันรอบเขามันทรคีรีเพื่อการยุดฉุดทั้งสองข้าง  พระวิษณุจึงอวตารลงมาในรูปเต่าขนาดมหึมารองรับเขามันทรคีรี เพื่อมิให้ตกลงไปยังโลกบาดาล ในที่สุดเมื่อการกวนเกษียรสมุทรดำเนินไปเป็นเวลาหนึ่งพันปี ก็ก่อให้เกิดสิ่งต่างๆ ขึ้นมาเป็นจำนวนมาก

                ภาพกฤษณาวตาร(อวตารของพระวิษณุในปางที่ 8) ตอนพระกฤษณะต่อสู้กับนาคกาลียะ บนทับหลังโคปุระชั้นที่ 3 ด้านทิศตะวันออก กล่าวถึงเหตุการณ์ที่พระกฤษณะพร้อมด้วยคนเลี้ยงวัวทั้งหลาย เดินทางไปใกล้ฝั่งแม่น้ำยมุนา ฝูงโคซึ่งเหน็ดเหนื่อยได้ดื่มน้ำเป็นพิษที่นาคกาลียะได้คายพิษของตนออกมา ทำให้ลำน้ำ

ยมุนาเป็นพิษขนาดที่นกบินผ่านก็ตกลงมาสิ้นชีวิต พระกฤษณะมีพระประสงค์จะปราบนาคกาลียะ จึงกระโจนลงไปในแม่น้ำ พระองค์ได้ทรงหลอกล่อจนนาคกาลียะสิ้นแรงแล้ว จึงทรงขึ้นไปฟ้อนรำเหนือเศียรนาคกาลียะ ซึ่งมีจำนวนถึงหนึ่งพันเศียรจนนาคสิ้นฤทธิ์และพ่ายแพ้แก่พระองค์ในที่สุด

                ภาพพระกฤษณะยกภูเขาโควรรธนะ บนหน้าบันโคปุระชั้นที่ 2 ด้านทิศเหนือ กล่าวถึงเหตุการณ์ที่พระกฤษณะได้ทอดพระเนตร เห็นบรรดาคนเลี้ยงโคกำลังเตรียมพิธีบูชายัญแด่พระอินทร์ จึงทรงระงับไว้โดยบอกคนเหล่านั้นว่า พวกเขาควรจะทำพิธีบูชาภูเขาโควรรธนะซึ่งก็คือพระองค์เอง ฝ่ายพระอินทร์ทรงพิโรธจึงบันดาลให้พายุทรายและกรวดตกลงมา พระกฤษณะทรงถอนภูเขาโควรรธนะแล้วยกขึ้นด้วยพระหัตถ์ข้างหนึ่งให้ลอยอยู่ในอากาศ สั่งให้คนเลี้ยงโคต้อนฝูงโคเข้าไปอยู่ใต้ภูเขานั้น เพื่อปกป้องจากแรงโทสะของพระอินทร์ พระองค์ทรงยกภูเขาโควรรธนะอยู่เป็นเวลาเจ็ดวันโดยมิได้ขยับเขยื้อน พระอินทร์ได้ทรงตระหนักถึงอานุภาพแห่งพระกฤษณะ ในที่สุดท้องฟ้าก็กระจ่างสดใส เหล่าคนเลี้ยงโคจึงได้แยกย้ายกลับที่พำนักของตน

                นอกจากภาพเล่าเรื่องชิ้นสำคัญที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ก็ยังพบภาพสลักชิ้นอื่นๆอีก เช่น ภาพพระรามเสด็จกลับเมืองอโยธยา พระกฤษณะต่อสู้กับอสูรวัตสะ พระกฤษณะต่อสู้กับช้างกุวัลยปิถะและราชสีห์ เป็นต้นนอกจากนี้ ยังพบภาพสลักของเทพชั้นรองซึ่งเป็นเทพผู้รักษาทิศด้วยเช่นกัน เช่น พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ(ทิศตะวันออก) พระยมทรงกระบือ(ทิศใต้)

กรณีข้อพิพาทไทย-กัมพูชา

 

พ.ศ. 2442:  พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ พระราชโอรสองค์ที่ 11 ใน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ค้นพบปราสาทพระวิหาร ขณะทรงได้รับแต่งตั้งให้เป็น ข้าหลวงต่างพระองค์ เสด็จไปรับราชการที่มณฑลลาวกาว (อิสาน) ในสมัยรัชกาลที่ 5 และได้ทรงจารึกปี ร.ศ. ที่พบเป็นเลขไทย ตามด้วยพระนามไว้ที่บริเวณชะง่อนผาเป้ยตาดี เป็นข้อความว่า “๑๑๘ สรรพสิทธิ”

พ.ศ. 2447:  ประเทศฝรั่งเศสเข้าครอบครองอินโดจีน และได้ทำสนธิสัญญาปักปันเขตแดนกับราชอาณาจักรสยาม โดยมีความตามมาตรา 1 ของสนธิสัญญา ระบุให้ใช้สันปันน้ำเป็นเส้นแบ่งพรมแดน ซึ่งมีผลให้ปราสาทพระวิหารอยู่ในดินแดนไทย

พ.ศ. 2451:  ฝรั่งเศสได้จัดทำแผนที่ฝ่ายเดียว ส่งมอบให้สยาม 50 ชุด แต่ละชุดมี 11 แผ่นและมีแผ่นหนึ่งคือ "แผ่นดงรัก" ที่ครอบคลุมพื้นที่ปราสาทพระวิหาร และไม่ได้ใช้แนวสันปันน้ำเป็นเส้นแบ่งพรมแดน ทำให้ปราสาทพระวิหารในแผนที่อยู่ในดินแดนของกัมพูชา โดยที่รัฐบาลสยามในขณะนั้นไม่ได้รับรองหรือทักท้วงความถูกต้องของแผนที่ดังกล่าว

พ.ศ. 2483:  ประเทศฝรั่งเศสแพ้สงครามต่อประเทศเยอรมัน ทำให้แสนยานุภาพทางทหารลดลง จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้ยื่นข้อเสนอเรียกร้องดินแดนที่เสียไปในสมัยรัชกาลที่ 5 คืนจากฝรั่งเศส ซึ่งฝรั่งเศสปฏิเสธและมีการเคลื่อนไหวทางทหาร ที่ทำให้เกิดสงครามพิพาทอินโดจีนระหว่างไทยกับฝรั่งเศสขึ้น

พ.ศ. 2484:  ประเทศไทยได้รับชัยชนะในการรบตลอด 22 วัน กระทั่งประเทศญี่ปุ่นที่เป็นมหาอำนาจในขณะนั้นเสนอตัวเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย และฝรั่งเศสได้ตกลงคืนจังหวัดไชยบุรี จำปาศักดิ์ เสียมราฐ และพระตะบองให้กับไทย ตาม อนุสัญญาโตเกียว ทำให้ปราสาทพระวิหารกลับมาอยู่ในดินแดนไทยอย่างสมบูรณ์ ต่อมาเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลไทยประกาศเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น ประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร และต่อมาญี่ปุ่นเป็นฝ่ายแพ้สงคราม ประเทศไทยต้องรักษาสถานะตัวเองไม่ให้เป็นฝ่ายแพ้สงครามตามญี่ปุ่น และต้องการเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติ จึงตกลงคืนดินแดน 4 จังหวัดให้ฝรั่งเศส ทำให้ปราสาทพระวิหารกลับไปอยู่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

พ.ศ. 2497:  ฝรั่งเศสแพ้สงครามต่อเวียดนามที่เดียนเบียนฟู ต้องถอนทหารออกจากอินโดจีน ประเทศกัมพูชาได้รับเอกราชตามสนธิสัญญาเจนีวา และไทยได้ส่งทหารเข้าไปรักษาการบริเวณปราสาทพระวิหารอีกครั้ง

พ.ศ. 2501:  หลังจากที่กัมพูชาได้รับเอกราชในปี 2498  สมเด็จนโรดมสีหนุ กษัตริย์กัมพูชาสละราชสมบัติเข้าสู่การเมือง ได้ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี และประกาศเรียกร้องให้ไทยคืนปราสาทพระวิหาร และไทยไม่ยอมรับ เจ้านโรดมประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2501

พ.ศ. 2502:  วันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2502 สมเด็จนโรดมสีหนุได้ฟ้องร้องต่อ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice) หรือศาลโลก ให้ไทยคืนปราสาทพระวิหาร ฝ่ายไทยต่อสู้คดีโดยมี ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช กับคณะรวม 13 คน เป็นทนายฝ่ายไทย และฝ่ายกัมพูชามีนายดีน แอจิสัน เนติบัณฑิตแห่งศาลสูงสุด อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา เป็นหัวหน้าคณะ กับพวกอีกรวม 9 คน

พ.ศ. 2505:  วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2505 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ได้ตัดสินให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา ด้วยเสียง 9 ต่อ 3 และในวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2505 รัฐบาลไทยโดย ดร.ถนัด คอมันตร์  รมว.กระทรวงการต่างประเทศ ได้มีหนังสือไปยัง นายอูถั่น เลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อประท้วงคำพิพากษาของศาลโลก ประเทศไทยยอมรับว่าปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา แต่ไม่เคยยอมรับอาณาบริเวณบนยอดผาและรอบๆ ว่าเป็นของกัมพูชา ไทยได้ทำบันทึกยื่นต่อศาลระหว่างเทศยืนยันที่จะยึดแนวเส้นเขตแดนตามหลักสากล โดยใช้สันปันน้ำเป็นเส้นแบ่ง และสงวนสิทธิที่ประเทศไทยจะเรียกร้องปราสาทพระวิหารกลับคืนในอนาคต พร้อมกับออกมติคณะรัฐมนตรีให้ล้อมรั้วลวดหนามรอบปราสาทและถอนทหารออกมา

พ.ศ. 2518- 2541:  เขาพระวิหารถูกปิด เนื่องจากเขมรแดงยึดอำนาจและเกิดสงครามกลางเมืองภายในกัมพูชา

มีการเปิดให้สาธารณชนเข้าชมเป็นช่วงสั้นๆ ในปี พ.ศ. 2535 แต่ปีต่อมาก็ถูกเขมรแดงเข้าครอบครอง

พ.ศ. 2541: ไทยและกัมพูชาตกลงว่าจะทดลองเปิดจุดผ่านแดนชั่วคราวเขาพระวิหาร ให้นักท่องเที่ยวเข้าชมปราสาทจากทางฝั่งไทย ตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2541 เป็นต้นไป ต่อมาเกิดชุมชนกัมพูชาแห่งแรกบนเขาพระวิหาร และได้ขยายมาอยู่ด้านหน้าบันไดทางขึ้นปราสาท โดยแนวรั้วลวดหนามเดิมตามมติ ครม. 2505 ได้หายไป

พ.ศ. 2544:  กองกำลังสุรนารีมีคำสั่งให้ปิดจุดผ่านแดนเขาพระวิหาร เนื่องจากกัมพูชาไม่ให้ความร่วมมือแก้ปัญหาน้ำเสียที่ไหลมาฝั่งไทยซึ่งเป็นปัญหามาหลายปี

พ.ศ. 2546 - 2547:  ที่ประชุมครม.ร่วมระหว่างไทย-กัมพูชา มีมติตั้ง “คณะกรรมการร่วมมือเพื่อพัฒนาเขาพระวิหาร” และเปิดจุดผ่านแดนชั่วคราวเขาพระวิหารให้นักท่องเที่ยวขึ้นชมปราสาทอีกครั้ง ในปี 2547

พ.ศ. 2548:  กระทรวงการต่างประเทศไทย ประท้วงกัมพูชากรณีตั้งชุมชนบริเวณทางขึ้นปราสาท และสร้างอาคารที่ทำการหน่วยงานท้องถิ่นบนพื้นที่ทับซ้อน และกรณีการตัดถนนจากบ้านโกมุย จังหวัดพระวิหาร ขึ้นมาจนถึงตัวปราสาท

พ.ศ. 2550:  กัมพูชาเสนอให้ขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารให้เป็นมรดกโลกต่อองค์การยูเนสโก ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยที่ 31 ณ เมืองไครสเชิร์ช นิวซีแลนด์ เมื่อ พ.ศ. 2550 แต่ไทยกับกัมพูชามีความเห็นที่ไม่ตรงกัน ซึ่งฝ่ายไทยกล่าวว่าควรแก้ปัญหาเรื่องพื้นที่เขตแดนทับซ้อนรอบปราสาทก่อนแล้วจึงค่อยเสนอ  จนกระทั่งใกล้ถึงการประชุมสมัยที่ 32 ที่แคนาดา ในปีถัดมา ก็ยังไม่ได้ข้อตกลงร่วมกัน  และถ้าหากเขาพระวิหารได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยอ้างอิงจากแผนที่ที่ฝรั่งเศสทำ จะทำให้ไทยต้องเสีย

ดินแดนที่เรียกว่า “พื้นที่ทับซ้อน” จำนวน 4.6 ตารางกิโลเมตร  

พ.ศ. 2551:  - 18 มิถุนายน นายนพดล ปัทมะ รมว.กระทรวงการต่างประเทศ ลงนามในแถลงการณ์ร่วม

                      ไทย – กัมพูชา ว่ากัมพูชาจะขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาทและแก้ไขแผนผังบริเวณที่จะขึ้น

                      ทะเบียน โดยไทยจะให้การสนับสนุน

                    - 8 กรกฎาคม ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าแถลงการณ์ร่วมไทย – กัมพูชา มีลักษณะเป็นหนังสือ

         สัญญาที่ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน

                    - 8 กรกฎาคม คณะกรรมการมรดกโลกสากล ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก

                    - 15 กรกฎาคม เกิดความตึงเครียดบริเวณเขาพระวิหาร ท่ามกลางความกังวลของไทยเรื่องพื้นที่

                       ทับซ้อน การปักปันเขตแดน ฯลฯ ส่งผลให้เกิดการกระทบกระทั่งบริเวณชายแดน ไทยและ

                        กัมพูชาเสริมกำลังพร้อมอาวุธหนักเข้าตรึงพื้นที่

                    - 28 กรกฎาคม รัฐบาลไทยส่งนายเตช บุนนาค รมว.กระทรวงการต่างประเทศคนใหม่ ไปเจรจา

                       กับนายฮอร์ นัมฮง รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชาที่เสียมเรียบ และกรณีพิพาทนี้ยังคงอยู่จนปัจจุบัน

หลากความคิดจากบุคคลหลายบทบาท

                “...หินแต่ละก้อนที่ก่อตั้งขึ้น ประติมากรรมแต่ละรูปที่สลักขึ้นเพื่อตกแต่งศาสนสถานเหล่านั้น ก็เป็นการกระทำอันสูงสุดทางศาสนา ซึ่งแต่ละคนอาจจะกระทำถวายแด่พระผู้เป็นเจ้าได้ ทุกคนเชื่อและทุกคนอยู่ภายในพระผู้เป็นเจ้า เมื่อเป็นดังนี้ ก็ย่อมทนความทุกข์ทรมานและความเหนื่อยอ่อนที่เกิดขึ้นได้ ด้วยดวงใจอันสงบ คือมีความรู้สึกทางจิตใจสนับสนุนทางวัตถุอยู่ และทุกคนก็จะอยู่ในความสุขสงบด้วยมีความเชื่อในชีวิตเบื้องหน้า อันเต็มไปด้วยความสุขอย่างไม่รู้จักสุดสิ้น”

                ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี จากบันทึกเมื่อครั้งเดินทางมาเยือนปราสาทพระวิหาร

 

“...ที่มานี่ ไม่ได้ห้ามมาไม่ให้เดิน การเดินหรือไม่เดินเป็นเรื่องที่พวกคุณจะวินิจฉัย แต่ขอให้คิดให้ดี เวลานี้ฝรั่งเศสกำลังทรุดหนัก เยอรมันบุกฝรั่งเศสอย่างหนัก การที่เราจะไปซ้ำเติมคนแพ้ ไม่ใช่วิสัยที่ดี การเรียกร้องดินแดนนี้ผมเชื่อว่าได้คืนแน่เพราะฝรั่งเศสกำลังแย่ แต่ผมขอพูดไว้ล่วงหน้าว่า ดินแดนที่ได้คืนมาจะต้องกลับคืนไป ในชีวิตของผมอาจจะไม่ได้เห็น แต่ในชีวิตของพวกคุณจะต้องได้เห็นอย่างแน่นอน”

ปรีดี พนมยงค์ กล่าวต่อนักศึกษา มธก. เกี่ยวกับการเดินขบวนเรียกร้องดินแดน วันที่ 15 ตุลาคม 2483

อนึ่ง ปรีดี พนมยงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังขณะนั้น มองวิธีดำเนินนโยบายต่างจากจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือ ท่านได้เสนอวิธีเรียกร้องดินแดนผ่านกระบวนการทางกฎหมายระหว่างประเทศ แทนการปลุกเร้ากระแสโดยรัฐบาลผ่านสื่อสารมวลชนและการเดินขบวนเรียกร้อง

 

“ศาล

                โดยคะแนนเสียงเก้าต่อสาม

                ลงความเห็นว่า ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา

                โดยเหตุนี้ จึงพิพากษา

                โดยคะแนนเสียงเก้าต่อสาม

                ว่าประเทศไทยมีพันธะที่จะต้องถอนกำลังหรือทหารหรือตำรวจ ผู้เฝ้ารักษาหรือผู้ดูแลซึ่ง

ประเทศไทยส่งไปประจำอยู่ที่ปราสาทพระวิหาร หรือในบริเวณใกล้เคียงบนอาณาเขตของกัมพูชา

                โดยคะแนนเสียงเจ็ดต่อห้า

                ว่าประเทศไทยมีพันธะที่จะต้องคืนให้แก่กัมพูชา บรรดาวัตถุชนิดที่ได้ระบุไว้ในคำแถลง

สรุปข้อห้าของกัมพูชา ซึ่งเจ้าหน้าที่ไทยอาจจะได้โยกย้ายออกไปจากปราสาทหรือบริเวณพระวิหาร

นับแต่วันที่ประเทศไทยเข้าครอบครองพระวิหารเมื่อ ค.ศ. 1954 (พ.ศ. 2497)”

ส่วนหนึ่งของคำพิพากษาของศาลโลก คดีปราสาทพระวิหาร 15 มิถุนายน 2505

 

“...แม้ว่ากัมพูชาจะได้ปราสาทพระวิหารนี้ไป ก็คงได้ไปแต่ซากปรักหักพังและแผ่นดินเฉพาะที่รองรับพระวิหารนี้เท่านั้น แต่วิญญาณของปราสาทพระวิหารคงยังอยู่กับไทยตลอดไป ประชาชนชาวไทยจะระลึกอยู่เสมอว่าปราสาทพระวิหารของไทยถูกปล้นเอาไป ด้วยอุปเท่ห์เล่ห์กลของคนที่ไม่รักเกียรติและไม่รักความชอบธรรม...พี่น้องชาวไทยที่รัก ในวันหนึ่งข้างหน้า เราจะต้องเอาปราสาทพระวิหารกลับคืนมาเป็นของชาติไทยให้จงได้”

คำปราศรัยของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์   4 กรกฎาคม 2505

 

“ยุคที่สร้างปราสาทพระวิหารไม่มีสิ่งที่เรียกว่าเขตแดนหรือประเทศ การสร้างเทวสถานของกษัตริย์ขอมมิใช่การอ้างสิทธิเหนือดินแดน แต่เป็นการอุปถัมภ์ศาสนาและสมานฉันท์กับคนพื้นเมือง ใช้กระบวนการ Hindunization กวาดศาสนาพื้นเมืองคือความเชื่อเรื่องผีให้มาอยู่ใต้เทพฮินดู ผมยังอยากให้ภาพว่าบริเวณเขาพระวิหารมีลักษณะเป็นเมืองด่าน เป็นแหล่งจาริกของนักพรต มีชุมชน มีผู้คนมาปะทะสังสรรค์กันอีกด้วย”

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม นักโบราณคดี  จากนิตยสารสารคดี  สิงหาคม 2551

อนึ่ง อาจารย์ได้ให้ความเห็นว่า การนำเรื่องในอดีตมาอ้างสิทธิเหนือปราสาทพระวิหารในปัจจุบันนั้นทำไม่ได้ เขาพระวิหารและพื้นที่โดยรอบสมัยก่อนนั้นมีสถานะเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นจุดเชื่อมร้อยวัฒนธรรมจากใต้และเหนือทิวเขาพนมดงแร็ก โดยตัวทิวเขามิได้ถูกคนโบราณใช้เป็น “เส้นเขตแดน” แบ่งไทยกับกัมพูชา ออกจากกันเหมือนปัจจุบันนี้ โดยเฉพาะในเวลานั้น รัฐชาติไทยและรัฐชาติกัมพูชาต่างยังไม่เกิดขึ้นแต่อย่างใด

 

“ปราสาทพระวิหาร อันเป็นเอกในเชิงสถาปัตยกรรมของกลุ่มโบราณสถานที่เชื่อมโยงเข้าด้วยกัน โดยทางเดินและบันไดอันมีแกนกลางเป็นระยะทาง 800 เมตร คือสถาปัตยกรรมที่มีความโดดเด่นระดับมาสเตอร์พีซ ในแง่ของการวางผัง, การประดับตกแต่งและความสัมพันธ์กับภูมิทัศน์แวดล้อมที่พิเศษเฉพาะ...”

คณะกรรมการมรดกโลกสากล 21 ประเทศ  หนึ่งในเหตุผล 16 ประการของการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก วันที่ 8 กรกฎาคม 2551

 

“จากหลักฐานทางโบราณคดีที่แสดงให้เห็นถึงการอยู่อาศัยของกลุ่มคนที่อยู่รอบเขาพระวิหาร เพราะฉะนั้นถ้ามีการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกเฉพาะส่วนตัวปราสาท จะทำให้ขาดองค์ประกอบสำคัญคือ “คน” ที่เป็นผู้สร้างและผู้ใช้ศาสนสถานแห่งนี้...ดังนั้นควรมีการพิจารณาขึ้นทะเบียนร่วมกัน โดยไม่มีเส้นเขตแดนมาแบ่ง ดังนั้นจึงต้องมีการทบทวนเงื่อนไขในการขึ้นทะเบียนมรดกโลกใหม่ว่า ต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญคือคุณค่าที่เป็นสากลในแง่ของภูมิทัศน์วัฒนธรรม ความแท้จริงและดั้งเดิมของโบราณสถานนั้นๆ และสุดท้ายต้องมีองค์ประกอบที่ครบถ้วนของแหล่งโบราณสถาน

ด้วยเหตุนี้ UNESCO และคณะกรรมการมรดกโลกจึงยังไม่ควรขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ตามข้อเสนอของกัมพูชาฝ่ายเดียว เพราะจะทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาตลอดไป ...ข้อเสนอที่ควรพิจารณา เพื่อเป็นทางออกและเพื่อไม่ให้เกิดกรณีพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชาคือ การขึ้นทะเบียนร่วมกัน...ซึ่งมีตัวอย่างในประวัติของมรดกโลกหลายแห่งที่สามารถกระทำได้ และจะเป็นภาพพจน์อันดีของคณะกรรมการมรดกโลก และองค์การสหประชาชาติที่เป็นองค์กรระหว่างประเทศในการประสานประโยชน์ของชาวโลก ไม่ใช่กระทำการสิ่งใดสิ่งหนี่งที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกัน และที่สำคัญคือไม่ควรนำมาใช้เป็นประเด็นทางการเมือง หรือการแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมือง ซึ่งจะทำให้คุณค่าและมูลค่าของปราสาทพระวิหารตกต่ำลง”

รศ.ดร.ศักดิ์ชัย สายสิงห์ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ และผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาศิลปกรรมโบราณในเอเชียอาคเนย์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร  จากวารสารศิลปวัฒนธรรม สิงหาคม 2551

“ต้องยอมรับให้ได้ว่าปราสาทเป็นของกัมพูชา โดยหลักฐานประวัติศาสตร์และโบราณคดี บรรพชนกัมพูชาเป็นผู้สร้าง อาจมีแรงงานกูย ไทย ลาว แต่ปัจจุบันกัมพูชารับมรดกนี้ ลาวรับปราสาทวัดพูในแขวง

จำปาศักดิ์ ไทยรับปราสาทพนมรุ้ง 3 ประเทศ 3 ปราสาท น่าจะสมน้ำสมเนื้อเป็น ‘ปราสาทพอเพียง’ มิใช่หรือ

ตอนนี้น่าจะเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส ปักปันพรมแดนที่ไม่ชัดเจนให้แน่นอน คนเขียนล้วนเป็นนักการเมือง ข้าราชการ  ส่วนใหญ่อยู่ กทม. หรือพนมเปญ คนชายแดนไม่มีโอกาสแน่ แต่สิ่งที่พวกเขาต้องการคือสันติสุข

ทำมาหากินได้โดยไม่มีกำแพงกั้น สานสัมพันธ์ระหว่างกันในฐานะมนุษย์และเครือญาติได้ สุดท้ายต้องทำให้

‘อำมาตยาเสนาชาตินิยม’ กับ ‘ศิลาชาตินิยม’ ใน 2 ประเทศจางลงด้วยวิธีต่างๆ ที่สำคัญคือตำราเรียน ถ้าเราเรียนเรื่องเสียกรุงศรีอยุธยา แต่ไม่เรียนเรื่องการได้กรุงยโศธรปุระ ก็จะไม่มีทางเข้าใจว่าคนกัมพูชาคิดอย่างไร”

ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์อุษาคเนย์  จากนิตยสารสารคดี สิงหาคม 2551

 

“ผมมองว่าที่ดินรองรับปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา เพราะคำพิพากษาระบุว่า ‘ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา’...ส่วนปัญหาพื้นที่ทับซ้อนเกิดขึ้นจากการที่สองฝ่ายไม่ใช้สิทธิตีความคำพิพากษา ซึ่งศาลโลกให้ขอได้โดยไม่มีเงื่อนไขเวลา แต่ไทยออกมติ ครม. ปี 2505 วางลวดหนามล้อม หลังจากนั้นกัมพูชาก็เกิดสงครามภายในจึงไม่มีการปักปันเขตแดน ปัญหาจึงยังอยู่มาถึงวันนี้

 อีกอย่าง คำพิพากษาไม่ตัดสินเรื่องเขตแดน เขตแดนจึงต้องยึดตามสันปันน้ำ ผมยังสงสัยว่าเมื่อขึ้นทะเบียนตัวปราสาทเป็นมรดกโลกจะจัดการพื้นที่โดยรอบอย่างไร

ผมอยากให้รัฐบาลมีท่าทีที่แข็งกว่านี้ ต้องรักษาผลประโยชน์ ต้องอ้างสันปันน้ำตามสนธิสัญญา แผนที่ฝรั่งเศสที่กัมพูชานำมาอ้างเป็นแผนที่เก่า ไม่ใช่แผนที่แนบท้ายสนธิสัญญา ที่ผ่านมาศาลโลกวินิจฉัยแค่ตัวปราสาท พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรยังไม่ตัดสิน แนวเขตแดนที่ยังไม่ตัดสินนี้คือระเบิดเวลา ต้องใช้กลไกคณะกรรมการปักปันเขตแดนกับกลไกทางการทูต และคนไทยต้องมีสติ รับฟังข้อมูลด้วยใจเป็นกลาง อย่านำเรื่องนี้มาเป็นประเด็นทางการเมืองโค่นฝ่ายตรงข้าม”

รศ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช รองคณบดีฝ่ายวิจัยและสัมมนา คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จากนิตยสารสารคดี สิงหาคม 2551

 

“หน่วยราชการของเราก็ต่างคนต่างทำงาน ไม่มีการจัดระเบียบ จุดผ่านแดนบริเวณอีสานใต้ที่เปิดอยู่ ทุกที่มีปัญหา ที่เขาพระวิหารกัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทแล้ว ถ้าไทยจะผลักดันตลาดในพื้นที่พิพาท ปัญหาคือจะสร้างความชอบธรรมอย่างไร นานาชาติยอมรับหรือยังว่าไทยถูกรุกล้ำ ตอนนี้ผมอยากให้ช่วยกันแก้ไขปัญหา ผมเคยเสนอให้ปิดด่านตามแนวชายแดนทั้งหมดเพื่อจัดการเขตแดนให้เรียบร้อย บางคนอาจบอกว่าทำให้เศรษฐกิจแย่ ผมไม่อยากขัดขวางความเจริญ แต่ก็ไม่อยากทิ้งปัญหาให้ลูกหลานแก้ ถ้าเรามัวแต่ยุ่งเรื่องนี้ เพื่อนบ้านแซงเราแน่ เมื่อแก้ปัญหาได้ ผมเชื่อว่าเราจะเป็นเพื่อนบ้านที่ดีกับกัมพูชาได้”

พล.ต.กนก เนตระคเวสนะ ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 6 ผู้บัญชากองกำลังสุรนารี จากนิตยสารสารคดี สิงหาคม 2551

เอกสารประกอบ

ธิดา สาระยา.  เขาพระวิหาร.  กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, 2541.

ศักดิ์ชัย สายสิงห์.  “ความเห็นแย้งในกรณีกัมพูชาขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก.”    

                    ศิลปวัฒนธรรม 29, 10 (สิงหาคม 2551) : 140-153.

สันติ เล็กสุขุม.  “รูปแบบสันนิษฐานหลังคาชั้นซ้อนของปราสาทพระวิหาร.”  ศิลปวัฒนธรรม 29,6

                      (เมษายน 2551) : 132-140.

สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์, ม.ร.ว. ปราสาทเขาพระวิหาร : ศาสนบรรพตที่โดดเด่นที่สุดในภาคพื้นเอเชียอาคเนย์.

                    กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, 2536.

สุเจน กรรพฤทธิ์. “พลิกประวัติศาสตร์บาดแผล ไทย-กัมพูชา “ความเมืองเรื่องเขาพระวิหาร” ตำนานที่ยัง

                    ไร้บทสรุป.”  สารคดี 24, 282 (สิงหาคม 2551) : 132-175.

สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี.  ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ รายงานคำพิพากษา คำปรึกษาและคำสั่ง

                     คดีปราสาทพระวิหาร (ระหว่างประเทศกัมพูชากับประเทศไทย) การพิจารณาขั้นเนื้อหา

                     คำพิพากษาออกเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ค.ศ.1962.  พระนคร : โรงพิมพ์สำนักทำเนียบ

                     นายกรัฐมนตรี, 2505.

Dhida Saraya. Preah Vihear : Sri Sikharesvara. Bangkok : Muang Boran, 1994.

http://www.angkor.com

th.wikipedia.org/wiki/ปราสาทพระวิหาร

ปราสาทพระวิหาร บนยอดผาเป้ยตาดี

ปราสาทพระวิหาร บนยอดผาเป้ยตาดี

 

ภาพสลักบนผามออีแดง

 

สถูปคู่

 

สระตราวและร่องรอยของแหล่งตัดหิน

 

ปราสาทโดนตรวล

 

ทับหลังบริเวณปราสาทประธาน

 

นาคหัวโล้น ศิลปะสมัยบาปวน

 

ปราสาทประธานที่พังทลายลงมา

 

รูปแบบสันนิษฐานของปราสาทประธาน

 

หน้าจั่วเลียนแบบเครื่องไม้

หน้าบันภาพศิวนาฏราช

 

หน้าบันภาพอุมามเหศวร

 

หน้าบันและทับหลัง

 

ทับหลังภาพตอนพระกฤษณะต่อสู้กับนาคกาลียะ

 

หน้าบันภาพตอนพระกฤษณะยกภูเขาโควรรธนะ

แผนที่เขียนขึ้นโดยฝรั่งเศส

 

แผนที่แสดงรายละเอียดของพื้นที่ทับซ้อน ระหว่างไทยและกัมพูชา

 

เดินขบวนเรียกร้องดินแดนคืนจากฝรั่งเศส

 

ในระหว่างสงครามอินโดจีน

 

เชิญเสาธงชาติไทยจากยอดผาเป้ยตาดี

 

บริเวณเชิงบันไดทางขึ้น
ปราสาทพระวิหาร

พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ
คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต
ถ.พหลโยธิน ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 12120
โทรศัพท์ 02 – 564-4440 - 50 ต่อ 1752-54