2. ปับมื้อ : ตำราดูฤกษ์ยามของชาวไตในเวียดนาม


วัตถุจัดแสดง : ตำราดูฤกษ์ยามไทดำ
แหล่งที่มา : เมืองเซอนลา เวียดนาม
เจ้าของ : ผศ. ดร. ยุกติ มุกดาวิจิตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง : ประวัติศาสตร์ไทดำ : รากเหง้าวัฒนธรรม-สังคมไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้.



เอกสารนี้คนไต (ไท) เรียกว่า “ปั๊บมื่อ” หรือหากปรับเสียงให้เป็นไทยสักหน่อยก็น่าจะออกเสียงว่า “ปับมื้อ” หมายถึงตำราดูฤกษ์ยาม ปับมื้อเป็นประเภทของเอกสารที่คัดลอกต่อๆ กันมาด้วยอักษรและภาษาไตพร้อมทั้งรูปและสัญลักษณ์อื่นๆ นอกเหนือจากปับมื้อ คนไตยังมีเอกสารประเภทอื่นๆ อีกมาก

ปับมื้อที่แสดงอยู่นี้ผมได้มาจากตัวเมืองเซอนลา (Thành phố Sơn La) มหานครหนึ่งในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศเวียดนามเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2560 ที่ผ่านมานี้เอง การไปในครั้งนี้ผมไปร่วมอุทิศส่วนกุศลครบรอบ 10 ปีการจากไปของอาจารย์คำจอง (Cầm Trọng) ผู้ให้ความรู้เรื่องคนไตในเวียดนามแก่ผม ส่วนผู้ที่ให้หนังสือเล่มนี้มาคือ “พี่ซู” ลูกเขยของอาจารย์คำจอง ในขณะที่กำลังจะขึ้นรถเดินทางกลับจากเซอนลามาฮานอย พี่ซูวิ่งเอาหนังสือเล่มนี้มาให้แล้วสั่งเสียว่า หนังสือเล่มนี้มึงเอาไปก็แล้วกัน พี่เก็บไว้นานแล้วก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร เผื่อมึงจะเอาไปวิจัยอะไรได้” อันที่จริง นี่เป็นหนังสือไตฉบับลายมือฉบับแรกที่ผมได้มาจากมือของเจ้าของวัฒนธรรมเอง นอกจากนั้น เอกสารที่ผมใช้ศึกษาวรรณกรรมคนไตมาตลอดเกือบ 20 ปีเป็นเอกสารที่คัดลอกมาหรือถ่ายรูปมาทั้งสิ้น

คนไตอาศัยอยู่ในที่ราบระหว่างหุบเขาสูงในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของเวียดนามมาเป็นเวลานานน่าจะพร้อมๆ กับคนเวียดที่อาศัยในที่ราบลุ่มน้ำแดง หากแต่ก่อนหน้านั้นสันนิษฐานได้ว่าคนไตน่าจะมาอยู่ถิ่นนี้หลังคน “ส่า” หรือกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่มที่ปัจจุบันอยู่บนที่สูงกว่าคนไต ประชากรชาวไตปัจจุบันมีประมาณหนึ่งล้านคน แบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยๆ อีกหลายกลุ่ม กลุ่มที่เป็นทางการแบ่งเป็น “ไตดำ” และ “ไตขาว” กลุ่มย่อยในชื่ออื่นๆ ได้แก่ ไตเมือง ไตแทง ไตแดง หลักๆ แล้วคนไตอาศัยอยู่ในจังหวัดเดียนเบียนฟู ลายเจิว เซอนลา ฮว่าบิ่งญ์ แทงญ์หวา และแหงะอาน

ตามตำนานคนไต (โดยเฉพาะกลุ่มไตดำ) เชื่อว่าปับมื้อเป็นหนึ่งในหนังสือที่ “แถน” หรือเทพผู้ให้กำเนิดมนุษย์และสรรพสิ่งส่งมาให้ในผลน้ำเต้าปุงพร้อมกับสรรพสัตว์และตัวมนุษย์เอง ดังที่ตำนานน้ำเต้าปุงในเอกสาร “เล่าความเมือง” กล่าวว่า

แถนมอบหมายสิ่งต่างๆ ให้แก่พวกเผ่าส่า 330 ตระกูล พวกเผ่าไท (ไต)  550 ตระกูล พาลงมายังพื้นดิน แถนยังสั่งให้ในผลน้ำเต้ามีสิ่งต่างๆ พอเพียง มี 330 พันธุ์ข้าวพอเพียง มี 330 พันธุ์ปลา ทั้งสิ้นด้วยมีหนังสือสวดบูชา หนังสือทำนายโชคชะตา หนังสือดูวันเดือน (ยุกติ 2557, 56)

ปับมื้อสัมพันธ์กับระบบเวลาและปฏิทินของคนไต หากกล่าวโดยย่อ คนไตนับว่าหนึ่งวันมี 12 ชั่วโมง (ภาษาไตเรียก “เจ๊อ”) หนึ่งสัปดาห์มี 10 วัน (ภาษาไตเรียก “มื่อ”) มีชื่อวันไล่เรียงกันดังนี้ กั๊บ ฮับ ฮ้าย เมิง เปิ๊ก กั้ด ก้ด ฮ่วง เต๋า ก๋า หนึ่งเดือนมี 29 วันหรือ 30 วัน นับไล่ไปทีละ “ค่ำ” (ภาษาไตเรียก “กำ”) ใช้คำว่า หนึ่งค่ำ สองค่ำ ไปจนครบ “ซาวเก้าค่ำ” (29 ค่ำ) หรือ “สามสิบค่ำ” แล้วแต่ในแต่ละเดือน วันเริ่มเดือนคือวันเริ่มมีพระจันทร์ ส่วนครบเดือนคือวันพระจันทร์เต็มดวง ส่วนเดือน (ภาษาไตเรียก “เบือน”) มี 12 เดือน มีชื่อเรียกตามชื่อจำนวนนับ ยกเว้นเดือนแรกและเดือนที่สองจะนับว่าเดือน “เจียง” และเดือน “ยี่” ตามลำดับ ส่วนปี คนไตนับ 12 ปีเป็นหนึ่งรอบนักษัตรคล้ายคนไทย เรียกตามชื่อตัวสัตว์ว่า ช้าง วัว ผึ้ง กระต่าย งู ตัวลวง (เงือกหรือมังกร) ม้า แพะ ลิง ไก่ หมู หมา (Trần Vân Hạc và Cà Văn Chung 2013)

ระบบเวลา วัน สัปดาห์ เดือน และปีนี้ถูกนำมาแบ่งเป็นช่วงฤกษ์ดีหรือฤกษ์ร้ายสำหรับการประกอบกิจกรรมต่างๆ จึงกล่าวได้ว่า คนไตให้ความสำคัญกับการแบ่งเวลาอย่างละเอียดพอสมควร และแต่ละเวลาไม่ใช่เป็นเพียงระบบการแบ่งช่วงของเวลาเพียงเท่านั้น แต่ต่างก็มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ ดังนั้นคนไตจึงมีความเชื่อเรื่องการหาวันเวลาที่เหมาะสมกับการทำกิจการต่างๆ ของแต่ละคน แม้ว่าไม่ใช่ว่าการทำกิจการทุกอย่างจะต้องหาฤกษ์ยามตลอดก็ตาม

หากกล่าวถึงเฉพาะเรื่องวัน คนไตให้ความสำคัญกับวันใน 2 ลักษณะด้วยกัน ในด้านหนึ่ง วันสัมพันธ์กับ “สิง” หรือชื่อสกุลของคนไต คนไตมีชื่อสกุลมาตั้งแต่พวกเขามีความทรงจำเกี่ยวกับตนเอง ตั้งแต่เรื่องเล่าเรื่องกำเนิดมนุษย์จากน้ำเต้าปุง คนที่เกิดในสกุลเจ้านายหรือชนชั้นปกครองหรือพวก “ผู้ท้าว” เป็นผู้สืบสกุลมาจากแถน คือคนในสกุล “ลอคำ” ส่วนคนในสกุลอื่น เป็นต้นว่า เลือง ลู วี กวาง ก่า ล้วนออกมาจากผลน้ำเต้าที่แถนโยนลงมายังโลกมนุษย์  เรื่องวันมาเกี่ยวกับสกุลตรงที่ว่า ใครเกิดสกุลใดก็จะต้องไหว้ผีบรรพบุรุษของสกุลตนตามวันที่แต่ละสกุลกำหนด สำหรับสกุลของคนสามัญหรือพวก “ผู้ไพร่” ในหนึ่งสัปดาห์ไหว้ครั้งเดียว แต่ของชนชั้นปกครองสกุลลอคำ หนึ่งสัปดาห์ไหว้สองครั้ง คือวัน “ฮ่วง” และวัน “ฮ้าย” นั่นคือ 5 วันไหว้ครั้งหนึ่ง

ผมเองไม่เคยมีโอกาสได้เห็นหรือสอบถามวิธีอ่านปับมื้อจากผู้รู้เลยสักครั้ง แต่จากเอกสารหรือวรรณกรรมชิ้นอื่น มีหลักฐานการกล่าวถึงการหาฤกษ์ยามหรือคำแนะนำเกี่ยวกับฤกษ์ยามเอาไว้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น ในวรรณกรรมเรื่อง “ส่งชู้สอนสาว” (ยุกติ 2561 (กำลังจัดพิมพ์)) ตัวละครกล่าวถึงวันดีวันร้ายในคำแนะนำที่ตัวละครเอกฝ่ายชายแนะนำคนรักครั้งหนึ่งว่า “วันเกิดอย่าไปดง “วันโต๊ง” อย่าไปช้อนปลา” หมายความว่าวันเกิดอย่าเข้าป่า วันไหว้ผีเรือนอย่าไปช้อนปลา หรืออีกตอนหนึ่ง ตัวละครเอกฝ่ายชายกำลังจะเดินทางไปค้าขายแดนไกล จึงไปหาฤกษ์วันออกเดินทาง

ชายจึงไปหามื้อได้มื้อ “ฮ่วง” แม่ไก่ท้วงใต้ล่างชายคืน ชายจึงคืนมาหามื้อได้มื้อ “เต๋า” หัวเข่าต้องประตูชายคืน ชายจึงคืนมาหามื้อได้มื้อ “ก๋า” ชายขากางเกงข้องซุ้มกอข่าชายคืน ชายจึงคืนหามื้อได้มื้อ “ก๊าบ” จึงเห็นเยนม้อง (อีเห็น) รู้ขับมด นกโก้ดรู้ตำข้าวด้วยสากมือ นกถืดทือในดงในป่า กิ่งก่าบินร้องในป่าคู่ทาง จึงไปเห็นฟ้าไขประตูลงล่าง ฟ้าไขหน้าต่างลงดู

นั่นคือ เขาไปปรึกษา “หมอมื้อ” หมายถึงผู้รู้เกี่ยวกับการดูฤกษ์ยาม ให้หาฤกษ์สำหรับการออกเดินทางให้ เมื่อหาได้แต่ละวันก็มักมีสิงสาราสัตว์ทักท้วง สุดท้ายได้วันก๊าบจึงออกเดินทางได้

อีกตอนหนึ่ง พ่อกับแม่ตัวละครเอกฝ่ายหญิงหาฤกษ์วันส่งตัวลูกสาวไปยังเรือนของสามีเธอ แต่เธอไม่ยอม เนื่องจากเป็นการแต่งงานแบบคลุมถุงชน เธอจึงหาเหตุผลมาโต้แย้งต่างๆ นานา จนไล่ไปถึงเดือนสิบสอง แม่ของเธอจึงหาอุบายพลิกกลับมาได้ว่าเดือนสิบสองเป็นเดือนดีที่จะส่งตัวลูกสาวไปเรือนของสามี เช่น

พ่อหล้าและแม่หล้าจึงว่า “ปีนี้ปีส่งเป็ดตัวเขื่องขึ้นหัวเมือง ปีส่งชู้หน้างามไปสู่ผัวแล้วลูกหล้าแม่เอ๋ย ส่งชู้ จะส่งเดือน “เจียง”

ที่รักฉันจึงว่า “เดือนเจียงว่า “ก๊ำถี” (มีข้อต้องห้าม) ปลูกเม็ดข้าวฟ่างว่ามีนก “กี้ตี้” ลงไร่ข้าวโพดว่าลิงแดงมักแห่แหน วางไซแล้วนากแนนจะจก ไม่ไปตั้งใจไม่ดิ่ง ไม่ดิ่งตั้งใจไม่ไปหรอกแม่เอ๋ย ไม่ใช่เดือนส่งเป็ดตัวเขื่องไปหัวเมือง ไม่ใช่เดือนส่งชู้หน้างามสู่ผัวใดนา

ในแง่ของระบบการสื่อสาร ปับมื้อมีลักษณะพิเศษคือ ปับมื้อไม่ได้เขียนเป็นเรื่องเป็นราว แต่ประกอบไปด้วยบทพรรณนาและสัญลักษณ์ต่างๆ มีทั้งอักษรที่เขียนพรรณนาฤกษ์งามยามดี สัญลักษณ์แทนวัน และรูปวาดคนและสัตว์ นอกจากนั้น ปับมื้อยังนับเป็นเอกสารและเป็นสื่อประเภทเดียวที่เราจะพบการวาดรูปของชาวไต ที่โดดเด่นคือ “ตัวลวง” หรือมังกร นอกจากนั้นยังมีรูปเรือนที่เป็นสัญลักษณ์แสดงวันที่ควรทำหรือไม่ทำอะไรบนเรือน มีรูปคนเดิน รูปคนประกอบกิจกรรมต่างๆ และรูปควาย สื่อถึงกิจกรรมที่ควรทำหรือไม่ควรทำในวันใด

ตลอดระยะเวลาของการศึกษาเรื่องราวชีวิตคนไตดำมาตั้งแต่ พ.ศ. 2545 ผมเคยเห็นปับมื้อมานับสิบเล่ม ทั้งในพิพิธภัณฑ์และในบ้านเรือนของประชาชน ส่วนใหญ่ดูมีเนื้อหาคล้ายๆ กันและคงคัดลอกต่อๆ กันมาหลายชั่วอายุคน หากแบ่งตามวัสดุและอายุ ปับมื้อมีสองกลุ่ม ปับมื้อรุ่นเก่ามักใช้กระดาษที่เย็บเป็นเล่มลักษณะคล้ายสมุดไทยโบราณที่พบในประเทศไทย หากแต่แผ่นกระดาษสมุดของคนไตจะบางกว่ามาก ส่วนตัวอักษรจะเขียนด้วยหมึกสีดำ ใช้พู่กันจีนเขียน แต่ปับมื้อที่แสดงอยู่นี้เป็นเล่มแบบใหม่ เขียนด้วยปากกาลงบนกระดาษสมุดเรียน ปับมื้อนี้น่าจะมีอายุไม่เกิน 50 ปี ส่วนที่เขียนด้วยหมึกบนกระดาษบางที่ผมเคยเห็นน่าจะอายุนับ 100 ปี

รายการอ้างอิง

ยุกติ มุกดาวิจิตร. 2557. ประวัติศาสตร์ไทดำ : รากเหง้าวัฒนธรรม-สังคมไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้. กรุงเทพฯ: สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม.

.——————-. 2561 (กำลังจัดพิมพ์). จากรักโรแมนติกสู่การต่อสู้เชิงชนชั้น : อ่าน “ส่งชู้สอนสาว” วรรณกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ไตดำในเวียดนาม. กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน).

Trần Vân Hạc và Cà Văn Chung. 2013. “Đôi điều về lịch của người Thái đen Tây Bắc” (เรื่องราวเกี่ยวกับปฏิทินของชาวไตดำในภาคตะวันตกเฉียงเหนือ) Yên Bái. เข้าถึงเมื่อ 6 มีนาคม 2561. http://

baoyenbai.com.vn/16/102446Doi_dieu_ve_lich_cua_nguoi_Thai_den_Tay_Bac.htm.