แผนที่ประเทศเวียดนาม

ที่มา : http://en.wikipedia.org/wiki/Vietnam

 

ธงชาติประเทศเวียดนาม

ที่มา : http://en.wikipedia.org/wiki/Vietnam

ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับเวียดนาม

ชื่อทางการ        สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (Socialist Republic of Vietnam)
พื้นที่                331,210 ตารางกิโลเมตร
ที่ตั้ง                เป็นประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกของคาบสมุทรอินโดจีน มีรูปร่างยาวโค้งเรียงเป็นรูปตัว S ตามแนวฝั่งตะวันตกของทะเลจีนใต้ นอกจากนี้ยังมีไหล่เขาและหมู่เกาะต่างๆ อีกนับพันเกาะเรียงรายตั้งแต่อ่าวตังเกี๋ยไปจนถึงอ่าวไทย
อาณาเขต         ติดต่อกับประเทศต่างๆ คือ
ทิศเหนือ            ติดกับประเทศจีนในเขตแคว้นยูนนาน กวางสี และกวางตุ้ง
ทิศใต้                ติดกับทะเลจีนใต้และอ่าวไทย
ทิศตะวันตก       ติดกับอ่าวไทย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และกัมพูชา
ทิศตะวันออก     ติดกับอ่าวตังเกี๋ยและทะเลจีนใต้
เมืองหลวง        กรุงฮานอย (Hanoi)
ประชากร         88.5 ล้านคน (2010)
ศาสนา              เวียดนามไม่มีศาสนาประจำชาติ เนื่องจากรัฐธรรมนูญให้สิทธิ์ทุกคนเลือกนับถือศาสนาได้ ซึ่งมีรายละเอียดเรียงตามลำดับดังนี้ : ไม่มีศาสนา 80.8%, พุทธ 9.3%, คาทอลิก 6.7%, ฮัวเห่า 1.5%, กาวได๋ 1.1%, โปรแตสแตนท์ 0.5%, มุสลิม 0.1% (1999)
ภาษาราชการ    ภาษาเวียดนาม (Tieng Viet)
รูปแบบการปกครอง   ระบอบสังคมนิยมโดยพรรคคอมมิวนิสต์เป็นพรรคการเมืองเดียว
รัฐบาล              รัฐบาลแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีและรับรองโดยสภาแห่งชาติ วาระ 5 ปี
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)   258.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (2009)
อัตราการเพิ่มของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP Growth)   ร้อยละ 5.30 (2010)
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัว (GDP per capita)   2,900 ดอลลาร์สหรัฐ (2009)
สกุลเงิน         ด่อง (VND) อัตราแลกเปลี่ยนโดยประมาณ 580 VND /1 BHT (มิ.ย. 2010)
สินค้าส่งออกที่สำคัญ     น้ำมันดิบ ถ่านหิน สิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูป รองเท้า อาหารทะเล ข้าว ผลิตภัณฑ์ไม้ ยางพารา สินค้าชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และกาแฟ
สินค้านำเข้าที่สำคัญ      วัตถุดิบ/วัสดุเพื่อสิ่งทอ เครื่องหนัง เครื่องจักร ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม จักรยานยนต์ รถยนต์
ตลาดส่งออกที่สำคัญ    สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น จีน ออสเตรเลีย สิงคโปร์
เยอรมนี อินโดนีเซีย อังกฤษ และไต้หวัน

ตลาดนำเข้าที่สำคัญ      จีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ไต้หวัน เกาหลีใต้ สหภาพยุโรป ไทย ฮ่องกง มาเลเซีย และสหรัฐอเมริกา

แผนที่แสดงลักษณะภูมิประเทศ

เวียดนาม

ที่มา : http://en.wikipedia.org/wiki/Geography_of_Vietnam

 

ยอดเขาฟานสิปาน

ที่มา : http://vietnamfreedomtour.com

 

ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง

ที่มา : ชนิดา ศักดิ์ศิริสัมพันธ์

บรรณาธิการ เวียดนาม.

 

 

 

ลักษณะภูมิประเทศและภูมิอากาศ

            เนื่องจากแผ่นดินของเวียดนามมีความยาวมาก ทำให้ลักษณะภูมิประเทศและภูมิอากาศแตกต่างกันค่อนข้างมาก โดยอาจแบ่งได้เป็น 4 ส่วนคือ ภาคเหนือ ภาคกลาง เขตที่ราบสูง และภาคใต้
ภาคเหนือ : ภูมิประเทศประกอบด้วยภูเขาสูงมากมาย โดยเฉพาะเทือกเขาฟานซีปาน ซึ่งสูงถึง 3,143 เมตร สูงที่สุดในอินโดจีน มีดินดอนสามเหลี่ยมที่อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูกและยังเป็นที่ตั้งของเมืองฮานอย อันเป็นเมืองหลวง นอกจากนี้ยังมีอ่าวฮาลองเบย์ และมีชนกลุ่มน้อยหลากหลาย สภาพภูมิอากาศแบ่งออกได้เป็น 4 ฤดู ได้แก่ ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว บางครั้งอุณหภูมิอาจลดลงถึง 0 องศาเซลเซียส โดยเฉพาะที่ยอดเขาฟานซีปานมีอากาศหนาวจัดขนาดเคยมีหิมะตกมาแล้ว เมืองสำคัญได้แก่ ฮานอย กว๋างนินห์ ลาวไก
ภาคกลาง : พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูงซึ่งเต็มไปด้วยหินภูเขาไฟ หาดทราย เนินทราย และทะเลสาบ สภาพภูมิอากาศค่อนข้างร้อนตลอดปี และมีเพียง 2 ฤดู คือ ฤดูฝนและฤดูแล้ง
เมืองสำคัญได้แก่ ถัวเทียน-เว้ ดานัง
เขตที่ราบสูง : บริเวณชายแดนติดกับลาวตอนใต้และกัมพูชา นับตั้งแต่จังหวัดคอนตุมถึงลำด่ง ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูงและภูเขา
ภาคใต้ : นับตั้งแต่จังหวัดด่องไน จนถึงดินแดนใต้สุด แม้ว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ยังคงเป็นที่ราบสูง แต่ก็มีที่ราบลุ่มแม่น้ำโขงอันอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งเพาะปลูกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของนครโฮจิมินห์ หรืออดีตไซ่ง่อน ภูมิอากาศภาคใต้ค่อนข้างร้อน มีฤดูเช่นเดียวกับภาคกลาง คือ ฤดูฝน และฤดูแล้ง เมืองสำคัญได้แก่ โฮจิมินห์ ด่องไน บาเรีย-หวุงเต่า
เนื่องจากเวียดนามมีสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่หลากหลาย จึงทำให้เวียดนามมีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย เช่น ป่าชายเลน รุกขชาติ พืชสมุนไพร รวมทั้งภูมิประเทศที่เอื้ออำนวยต่อการปลูกพืชทั้งในเขตหนาว เช่น กาแฟ ชา ปอ และในบริเวณที่ราบลุ่ม เช่น พริกไทย ข้าว ยางพารา นอกจากนี้ เวียดนามยังมีสินแร่มากกว่า 2,000 ชนิด และมีปริมาณมากพอสำหรับการขุดเจาะในเชิงพาณิชย์ เช่น เหล็ก ถ่านหิน ทองแดง รวมถึงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เป็นต้น

            อย่างไรก็ตาม จากการพัฒนาประเทศอย่างรวดเร็ว ทำให้มีการทำลายป่าไม้ สัตว์ป่า และมีการขุดเจาะแร่ธาตุต่างๆ เพื่อใช้ในเชิงเศรษฐกิจจำนวนมาก ทำให้ปริมาณทรัพยากรลดลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้นภาครัฐจึงจัดให้มีการจัดอันดับการแข่งขัน การพัฒนาสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและนโยบายทางเศรษฐกิจจังหวัด เพื่อส่งเสริมให้แต่ละจังหวัดมีการจัดสรรทรัพยากรที่เหมาะสม

 

รูปปั้นบนแท่นบูชาบรรพบุรุษ

ที่มา : ชนิดา ศักดิ์ศิริสัมพันธ์ บรรณาธิการ.เวียดนาม.

การแสดงหุ่นกระบอกน้ำ

ที่มา : http://www.asiaexplorer.com

ลักษณะทางสังคมและวัฒนธรรม

ประชากรเวียดนามประมาณ 80 % ไม่ถือว่าตนมีศาสนา นอกนั้นจะนับถือศาสนาพุทธนิกายมหายานเป็นส่วนใหญ่ ที่เหลือนับถือศาสนาคริสต์ อิสลาม และอื่นๆ รวมทั้งศาสนากาวได๋ และฮัวเห่า ซึ่งเป็นศาสนาดั้งเดิมของเวียดนาม ภาษาราชการคือ ภาษาเวียดนาม และมีการใช้ภาษาอื่นๆ อีก เช่น ฝรั่งเศส อังกฤษ จีน รัสเซีย และภาษาถิ่นของชาวเขาและชนกลุ่มน้อยเผ่าต่างๆ
            เวียดนามมีความสัมพันธ์กับจีนมายาวนานก่อนการปฏิวัติระบบการปกครอง จึงทำให้มีความเชื่อ ศิลปะ วิถีการดำรงชีวิต ตลอดจนประเพณีและวัฒนธรรมต่างๆ ที่ใกล้เคียงกับจีน ลัทธิความเชื่อต่างๆ ของจีนได้แพร่ขยายมายังเวียดนามด้วย ทั้งลัทธิขงจื๊อ ที่ให้ความสำคัญต่อการนับถือบรรพบุรุษ ลัทธิเต๋า ที่สอนเรื่องความสมดุลของธรรมชาติ รวมไปถึงศาสนาพุทธนิกายมหายานที่สอนเรื่องกรรมดีและกรรมชั่ว ซึ่งแม้ว่ารัฐบาลคอมมิวนิสต์ของเวียดนาม จะทำลายความเชื่อและศาสนาส่วนหนึ่งไปในช่วงปฏิวัติระบบการปกครอง แต่ปัจจุบันมีการผ่อนปรนมากขึ้นโดยอนุญาตให้มีนักบวชในศาสนาพุทธและศาสนาอื่นๆได้ อีกทั้งพลเมืองส่วนหนึ่งยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิมสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้การบูชาบรรพบุรุษยังคงมีความสำคัญทางสังคมและศีลธรรมอย่างสูงในสังคมเวียดนาม สังเกตได้จากภายในบ้านของชาวเวียดนามจำนวนมาก เราสามารถพบแท่นบูชาบรรพบุรุษได้เสมอ
            ศิลปวัฒนธรรมที่โดดเด่นอย่างหนึ่งที่จะพบได้เฉพาะที่ประเทศเวียดนามเท่านั้น ได้แก่ การแสดงหุ่นกระบอกน้ำ การเกิดน้ำท่วมที่ลุ่มเป็นประจำทุกปี เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดหุ่นกระบอกน้ำ
เนื่องจากชาวไร่ชาวนาไม่รู้ว่าจะทำอะไรดีในระหว่างน้ำท่วม จึงได้คิดสร้างศิลปะแบบนี้ขึ้นมา การแสดงหุ่นกระบอกน้ำเป็นการเชื่อมโยงระหว่างความรักในเทพนิยายของชาวเวียดนามกับความภาคภูมิใจในความเป็นชาติอย่างรุนแรงที่ถูกปลูกฝังขึ้นมา ผู้แสดงหุ่นกระบอกจะยืนอยู่หลังฉากในน้ำที่สูงถึงเอวเพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวของหุ่นกระบอกด้วยไม้ไผ่ลำยาว ตามปกติแล้วการแสดงจะประกอบไปด้วย 12 องก์ แต่ละองค์จะเล่าถึงเรื่องราวที่เป็นเทพนิยายและประวัติศาสตร์ เกี่ยวกับเวียดนาม เรื่องอื่นๆมักเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตในหมู่บ้าน เช่น การเพาะปลูกและการเก็บเกี่ยวพืชผล การตกปลา และการแข่งเรือ เป็นต้น

 

เครื่องมือหิน Hoabinhian

ที่มา : http://anthropologymuseum.net/

 

 

 

กลองสำริดวัฒนธรรมดงเซิน พบที่ Ngoc Lu แสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์

ที่มา : เทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, สมเด็จพระ. อนัมสยามมิตร.

ภาพลายเส้นหน้ากลองสำริดใบที่พบที่ Ngoc Lu

ที่มา : http://en.wikipedia.org/wiki/Dong_Son_drums

 

ข้อมูลด้านโบราณคดี

 

ยุคหินเก่าและหินใหม่
ในปลายยุคหินเก่า ค้นพบศูนย์กลางของวัฒนธรรมสมัยหินที่หว่าบิ่นท์ (Hoa Binh)
และบักเซิน (Bac Son) ภายในถ้ำต่างๆ มีซากเครื่องมือเครื่องใช้ เตาไฟ แม้แต่เถ้าถ่านและร่องรอยของการทำอาหาร โดยเฉพาะเปลือกหอยและกระดูกต่างๆ เครื่องมือต่างๆสกัดอย่างหยาบๆจากหิน ต่อมาปรากฏว่ามีการประดิษฐ์ขวานหินขัด นอกจากนี้ยังพบเครื่องปั้นดินเผาที่ทำจากดินเหนียวเป็นจำนวนมากที่บักเซิน แต่ยังมีฝีมือหยาบและเผาไฟอ่อนไป
ในปลายสมัยยุคหินใหม่ประมาณ 5,000 – 6,000 ปีมาแล้ว มนุษย์โบราณส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในดินแดนที่เป็นประเทศเวียดนามปัจจุบัน กำลังย่างเข้าสู่ยุคที่มีการปลูกข้าว ดูเหมือนว่ามีการปลูกข้าวกันตามเชิงเขาที่มีการเผาวัชพืชให้เตียนราบ ตลอดจนในที่ราบลุ่ม นอกจากนี้ยังพบกระดูกหมู กระดูกควาย อันแสดงให้เห็นว่ามีการเลี้ยงสัตว์อย่างแพร่หลาย เครื่องมือหินขัดมีการพัฒนาขึ้นเป็นลำดับ มีการทำขวานมีไหล่และด้าม การทำเครื่องประดับจากกระดูกสัตว์ เปลือกหอย หิน หรือลูกปัด การทำเครื่องปั้นดินเผาก็ก้าวหน้าถึงขั้นสูง รู้จักใช้แป้นหมุนและเตาเผา มีหลายขนาดและรูปร่าง และการทำลวดลายเรขาคณิต เครื่องกรอและกระสวยที่ทำด้วยดินเผา แสดงให้เห็นว่ามีการทอเสื้อผ้าใส่แล้ว ตัวบ้านก่อสร้างแบบมีใต้ถุนสูง การฝังศพมักฝังไปพร้อมกับเครื่องมือเครื่องใช้ เครื่องประดับและหม้อไห

ยุคสำริด
ประมาณ 4,000 ปีมาแล้ว ปรากฏว่ามีการใช้โลหะพร้อมกับเครื่องมือหินต่างๆ สถานที่
ที่ค้นพบในตอนต้นยุคสำริดมักเป็นบริเวณที่ราบสูง และที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำแดง ตัวอย่างบริเวณที่ค้นพบคือที่ฝุ่งเหวียน พบเครื่องมือเครื่องใช้ฝีมือดีมาก  มีการใช้โลหะผสมในการทำเครื่องมือเครื่องใช้และอาวุธ ในช่วงท้ายสุดของยุคสำริด ประมาณ 2,000 ปีมาแล้ว คือยุควัฒนธรรมดงเซินอันรุ่งเรือง เป็นสถานที่สำคัญที่สุดในสมัยสำริด และขุดได้สิ่งของมีค่าจำนวนมาก
วัตถุที่เด่นที่สุดคือกลองโลหะสำริด ซึ่งพบกันทั่วไปหลายแห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศจีน แต่มักจะยอมรับกันทั่วไปว่า กลองสำริดใบที่งามที่สุดคือ กลองที่พบที่ Ngoc Lu มีลวดลายตกแต่งต่างกันไป อาทิ ลายเรขาคณิต ฝูงกวาง นกเป็ดน้ำ รูปคนเล่นดนตรี นวดข้าว หรือตีกลอง และผู้ชายนุ่งห่มผ้าที่ทำจากขนนกเป็ดน้ำ พวกเขาเต้นรำตามจังหวะตบมือ ยังมีสิ่งก่อสร้างเล็กๆ และบ้านใต้ถุนสูง บนขอบวงกลมด้านล่างมีรูปเรือ ทหารถือหลาวและลูกศร
ภาพวาดและเครื่องประดับเหล่านี้ดูเหมือนของจริงและเป็นแบบทันสมัย แสดงให้เห็นถึงศิลปะปัญญาของผู้สร้าง โลหะสำริดส่วนมากตกแต่งอย่างงดงามและเป็นรูปร่างอย่างดี กลองโลหะสำริดนั้นใช้ในพิพิธและงานฉลองที่สำคัญ เช่น พิธีขอฝน เป็นต้น
พร้า  เคียว ตลอดจนภาพต่างๆบนเครื่องมือ แสดงให้เห็นการปลูกข้าวหรือนวดข้าวทั้งหมดนี้ทำให้เห็นพัฒนาการของการเพาะปลูก นอกจากนี้ภาพบ้านใหญ่ๆ ใต้ถุนสูง และเรือสำเภา บ้างก็มีหอคอยสูง ชี้ให้เห็นความเจริญในการใช้ไม้ทำประโยชน์ วัฒนธรรมที่เจริญรุ่งเรืองสืบเนื่องจากวัฒนธรรมดงเซิน บริเวณชายฝั่งทะเล เรียกกันว่า วัฒนธรรมซาหวิ่นห์ ลักษณะเด่นเป็นพิเศษ คือมีโถใส่กระดูกคนตายเป็นจำนวนมาก เครื่องประดับทำด้วยสำริด หินมีค่าและแก้ว และเครื่องมือหินหรือโลหะสำริด แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมตามแบบที่สืบทอดกันมาโดยไม่ขาดตอนนับพันปีจากต้นยุคสำริดจนถึงต้นยุคเหล็ก

 

โฮจิมินห์อ่านแถลงการณ์ “เราต้องการสันติภาพ” ที่ปารีส ปี 1946

ที่มา : เหงียน, คักเวียน. เวียดนาม : ประวัติศาสตร์ฉบับพิสดาร.

 

 

กองกำลังเวียดมินห์ยึด เดียน เบียน ฟู จากฝรั่งเศส ปี 1954

ทที่มา : ชนิดา ศักดิ์ศิริสัมพันธ์ บรรณาธิการ. เวียดนาม.

 

 

ทหารอเมริกันเข้าสู่เวียดนาม ปี 1965

ที่มา : เหงียน, คักเวียน. เวียดนาม : ประวัติศาสตร์ฉบับพิสดาร.

 

 

กองทัพเวียดกงเข้ายึดเมืองไซ่ง่อน การสู้รบสิ้นสุดลง ปี 1975

ที่มา : เหงียน, คักเวียน.

 

เวียดนามยุคใหม่ในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม

ที่มา : ดุษฎีพร ชาติบุตร

 

 

ประวัติศาสตร์เวียดนาม (ย่อ)

   เวียดนามเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์ของการต่อสู้อันยาวนาน เริ่มตั้งแต่การก่อตั้งขึ้นเป็นประเทศในนามของอาณาจักรวัน ลาง เมื่อประมาณ 3,000 ปีก่อนคริสตกาล ในบางครั้งมีการแบ่งแยกออกเป็นอาณาจักรเล็กๆ และในบางครั้งกลับมารวมกันได้อีก จนกระทั่งตกอยู่ภายใต้การปกครองของจีน ตั้งแต่ 111 ปีก่อนคริสตกาล จนถึงปี ค.ศ.938 จึงได้รับอิสรภาพจากจีน และมีการตั้งราชวงศ์ต่างๆ ขึ้นมาปกครองประเทศ แต่ก็ยังมีการรบพุ่งกันเองระหว่างตระกูลใหญ่ รบกับจีนเป็นครั้งคราว รวมทั้งพวกจามปาและเขมรด้วยพร้อมกันไป จนกระทั่งเหงียนอั๋นห์สามารถรวบรวมอาณาจักรเป็นหนึ่งเดียวกันได้ และตั้งราชวงศ์เหงียนขึ้นปกครองเวียดนาม ใน ปี ค.ศ.1802
ปี ค.ศ.1862 ฝรั่งเศสบุกโจมตีไซ่ง่อน จักรพรรดิตือดึ๊ก เซ็นสัญญายอมแพ้และตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส ช่วงปี ค.ศ.1940 – 1954 โฮจิมินห์นำประชาชนต่อสู้กับพวกฝรั่งเศส และพยายามกลับมามีอิทธิพลทำให้เกิดสงครามระหว่างฝรั่งเศสกับเวียดมินห์  ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง กองกำลังเวียดมินห์ได้พามวลชนลุกขึ้นสู้ในทุกหัวเมืองของเวียดนามในเดือนสิงหาคม ค.ศ.1945 เรียกกันว่า “การปฏิวัติเดือนสิงหาคม” และได้รับชัยชนะและ โฮจิมินห์ได้รับตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรก ได้มีการเลือกตั้งทั่วประเทศ รวมทั้งการร่างรัฐธรรมนูญในปีถัดมา
จนถึงปี ค.ศ. 1954 ฝรั่งเศสพ่ายแพ้แก่กองกำลังเวียดมินห์ที่ค่ายเดียนเบียนฟู และมีการทำสนธิสัญญาเจนีวา สงบศึกที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ผลการเจรจาสงบศึกตกลงว่าฝรั่งเศสต้องให้เอกราชแก่เวียดนาม และประเทศเวียดนามจะต้องแบ่งเป็น 2 ส่วนด้วยเส้นขนานที่ 17 องศาเหนือ  โดยเวียดนามเหนืออยู่ภายใต้การปกครองของโฮจิมินห์ และเวียดนามใต้อยู่ภายใต้การปกครองของจักรพรรดิเบาได๋
ความเป็นอิสระของเวียดนามดำเนินอยู่ได้ไม่นานนัก เมื่อในปี ค.ศ.1955 สหรัฐอเมริกาได้เข้ามาช่วยเหลือในการสร้างรัฐให้แก่เวียดนามใต้ และเพิ่มการช่วยเหลืออย่างเต็มที่เพื่อต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ของเวียดนามเหนือ โฮจิมินห์พยายามจะล้มล้างรัฐบาลเวียดนามใต้ โดยส่งขบวนการเวียดกงเข้าไปแทรกแซง ชักชวนให้ประชาชนเวียดนามใต้ต่อต้านรัฐบาลตนเอง ประชาชนเวียดนามใต้ได้มีประชามติปลดจักรพรรดิเบาได๋ออกจากตำแหน่งในปี ค.ศ.1955 และ
โงดินห์เดียมได้ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี นับตั้งแต่นั้นมาประเทศเวียดนามใต้ได้เกิดสงครามภายในตลอดมา โดยโงดินห์เดียมได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา เวียดกงได้รับการสนับสนุนจากเวียดนามเหนือและโซเวียต
ปี ค.ศ.1963 โงดินห์เดียมถูกโค่นอำนาจและเสียชีวิต สหรัฐจึงได้ส่งทหารเข้ามาต่อสู้กับเวียดกง อีก 2 ปีต่อมา สหรัฐส่งกำลังทหารเข้ามาปฏิบัติการร่วมกับพันธมิตรอีก 7 ประเทศ
สงครามเวียดนามจึงได้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ปี ค.ศ.1973 แม้ว่าทหารสหรัฐจะเข็งแกร่งเพียงใด แต่ก็ไม่อาจจะสู้รบกับสงครามกองโจร หรือสงครามจรยุทธของเวียดกง ในสมรภูมิที่ไม่คุ้นเคยได้ ทหารอเมริกันที่ถูกส่งเข้าไปในเวียดนามถึง 2,500,000 นาย เสียชีวิตไปกว่า 58,000 นาย บาดเจ็บนับ 200,000 นาย และเชื่อว่าอีกแสนนายฆ่าตัวตาย เพราะทนสภาพโหดร้ายไม่ไหว ส่งผลให้เกิดการเดินขบวนต่อต้านสหรัฐอเมริกา เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ลุกลามไปมากกว่านี้ จึงได้ทำสนธิสัญญาสันติภาพ (Paris Peace Accords) ในวันที่ 27 มกราคม ค.ศ.1973 ณ กรุงปารีส แต่ก็ไม่ได้ทำให้สงครามเวียดนามยุติลง
จนกระทั่งในปี ค.ศ.1975 เมื่อกองทัพเวียดกงบุกเข้าถึงกรุงไซ่ง่อน (เมืองหลวงของเวียดนามใต้ในขณะนั้น) ไซ่ง่อนแตก การสู้รบสิ้นสุดลง เดืองวันมินห์ประธานาธิบดีเวียดนามใต้ประกาศยอมแพ้ จึงเป็นการสิ้นสุดอำนาจของสหรัฐอเมริกาในเวียดนาม โดยประเทศเวียดนามเรียกสงครามนี้ว่า “สงครามปกป้องชาติจากอเมริกัน”
วันที่ 2 กรกฎาคม ค.ศ. 1976 เวียดนามเหนือและเวียดนามใต้รวมเป็นประเทศเดียวกัน ในชื่อ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม มีการปกครองแบบสังคมนิยม โดยมีฮานอยเป็นเมืองหลวงและเปลี่ยนชื่อเมืองไซ่ง่อนเป็น โฮจิมินห์ซิตี้ ปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์ เวียดนามจึงเป็นอิสระจากการปกครองของต่างชาติอย่างถาวรอีกครั้งหนึ่ง หลังจากการต่อสู้มาเป็นระยะเวลายาวนาน
การเมืองการปกครองแบบสังคมนิยมนั้นทำให้ระบบเศรษฐกิจของเวียดนามชะงักงัน ขาดการลงทุนจากต่างประเทศ เนื่องจากประเทศคอมมิวนิสต์ด้วยกันก็ล้วนแต่มีฐานะยากจน อีกทั้งยังไม่มีความร่วมมือใดๆในทางเศรษฐกิจร่วมกัน ทำให้ความเป็นอยู่แร้นแค้น และขาดคุณภาพชีวิต อีกทั้งยังมีช่องโหว่ให้ผู้มีอำนาจ ฉ้อราษฎร์บังหลวง ใช้ช่องทางหาประโยชน์สู่ตนและพวกพ้อง
ภายหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี ค.ศ.1991 เวียดนามจึงต้องพึ่งพาตนเองมากขึ้น จึงมีการปฏิรูปการเมืองการปกครองเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแบบเสรี มีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศต่างๆ รวมทั้งสหรัฐอเมริกา  เริ่มทำให้มีเงินทุนหลังไหลเข้าสู่ประเทศมากขึ้น  อุตสาหกรรมต่างๆได้ถูกพัฒนามากขึ้น ทำให้แนวโน้มของคุณภาพชีวิตประชาชนสูงขึ้นตามไปด้วย

            การเข้าร่วมเป็นสมาชิกอาเซียน เป็นอีกก้าวกระโดดหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงประเทศเวียดนาม เข้าสู่ยุคใหม่ มีการลงนามกรอบข้อตกลงทางการค้ากับชาติต่างๆ นอกจากนี้ยังได้พัฒนาความสัมพันธ์ร่วมกับประเทศในกลุ่มอาเซียนและเอเชีย-แปซิฟิก เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนและคุณภาพชีวิตของประชาชน อันเป็นความปรารถนาสูงสุดของประชาชนในประเทศ

 

 

เฝอ (Pho) ก๋วยเตี๋ยว

ที่มา : http://www.xihalife.com

 

จ่ายอ (Cha gio) ปอเปี๊ยะทอด

ที่มา : ดุษฎีพร ชาติบุตร

จ่าว โตม (Chao Tom) กุ้งพันอ้อย

ที่มา : http://www.flickr.com/photos/8651700@N04/1836048019

รถเข็นขายแบ๋งห์ หมี่ (Banh My)

ที่มา : ดุษฎีพร ชาติบุตร

อาหารเวียดนาม

 

    ชาวเวียดนามรับประทานข้าวเป็นอาหารหลัก ส่วนลักษณะของอาหารจะมีความแตกต่างกันอย่างมากตามภูมิภาคต่างๆ  อาหารเวียดนามแสดงให้เห็นถึงการถ่ายทอดทางวัฒนธรรมอย่างชัดเจน เช่น อิทธิพลของจีนที่เข้ายึดครองเวียดนามเป็นเวลาหลายร้อยปี เห็นได้จากการใช้ตะเกียบและการแยกรับประทานระหว่างข้าวและกับข้าว ส่วนอิทธิพลของการเข้ามายึดอาณานิคมของฝรั่งเศส ได้แก่ การนิยมรับประทานขนมปังฝรั่งเศสแท่งยาวๆ ข้างนอกแข็ง ข้างในเหนียวนุ่ม (Baguette) นอกจากนี้ยังได้รับอิทธิพลด้านอาหารจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างเขมรอีกด้วย
สิ่งที่ขาดไม่ได้บนโต๊ะอาหารของทุกๆบ้านได้แก่ เนื้อก มาม (nuoc mam) หรือเปรียบเทียบได้กับน้ำพริกน้ำปลาในบ้านเรา ใช้เป็นน้ำจิ้มหรือสำหรับปรุงรสอาหาร ประกอบไปด้วย น้ำปลา และเครื่องเคียง อันประกอบไปด้วย มะนาวฝาน พริกสดหั่นฝอย กระเทียม น้ำตาล ถั่วลิสงคั่วโขลก
ชาวเวียดนามใช้พืชสมุนไพรหลายชนิดมาปรุงอาหาร เช่น ตะไคร้ ใบแมงลัก ผักชี สะระแหน่ และผักชีฝรั่ง อีกทั้งยังปรุงรสด้วยกระเทียม มะนาว และขิง เครื่องปรุงเหล่านี้ทำให้อาหารมีรสชาติละเมียดละไมมากยิ่งขึ้น ปกติแล้วอาหารทุกมื้อจะมาพร้อมกับแกงจืดรสอร่อย
ส่วนของหวานมักเป็นผลไม้สดอย่างง่ายๆ
ต่อไปนี้เป็นอาหารเวียดนามที่ถือเป็นอาหารจานเด็ดและนิยมรับประทานกันโดยทั่วไป
เฝอ (Pho) – ชาวเวียดนามมักรับประทานข้าวและกับข้าวที่บ้าน แต่เมื่อออกไปนอกบ้าน พวกเขานิยมรับประทานเฝอ หรือก๋วยเตี๋ยวนั่นเอง เฝอจึงมักถูกเปรียบเปรยเสมือนชู้รัก เนื่องจากชาวเวียดนามชอบใช้อาหารเป็นตัวเปรียบเทียบความสัมพันธ์ของพวกตน เมื่อคุณเบื่อข้าว (สามีหรือภรรยาของตัวเอง) คุณก็มักหันไปหาเฝอ (ชู้รัก)
ส่วนใหญ่แล้วจะรับประทานเฝอเป็นอาหารเช้าหรือไม่ก็เป็นอาหารว่างยามดึก ร้านขายเฝอยังคงครองความนิยมสูงสุด เกือบๆ ทุกถนนจะต้องมีร้านขายเฝอ ซึ่งเป็นก๋วยเตี๋ยวที่ใส่เนื้อไก่หรือเนื้อวัว หอมซอย และผักสด นิยมปรุงรสด้วย มะนาว หรือน้ำส้มสายชูและพริกไทย
จ่ายอ (Cha gio) – หรือปอเปี๊ยะทอด ประกอบด้วย หมูสับ กุ้ง เนื้อปู เห็ดหอม และผักสด ห่อในแผ่นปอเปี๊ยะ แล้วนำไปทอดจนกรอบ แล้วจิ้มกับน้ำจิ้ม
จ่าว โตม (Chao Tom) – หรือกุ้งพันอ้อย ทำจากกุ้ง หรือปู และหมูสับ พอกกับชานอ้อยแล้วนำไปทอด เวลารับประทานแกะเนื้อกุ้งออกจากชานอ้อย ห่อด้วยแผ่นปอเปี๊ยะกับผักกาดหอม
โหระพา ผักแพ้ว เส้นหมี่ขาวลวก แตงกวา กระเทียมหั่น ผักชี และใบสะระแหน่ จิ้มกับเนื้อก มาม
แบ๋งห์ หมี่ (Banh My) – หรือบาแกตต์ผ่าครึ่งใส่ไส้หมูยอ แตงกวา หัวหอม หอมใหญ่ ผักชี และพริกซอย เหยาะซอสแม็กกี้กับพริกไทยปรุงรสเล็กน้อย สามารถพบเห็นร้านขายแบ๋งห์ หมี่ ได้ตามท้องถนนทั่วไป เป็นรถเข็นไม้มีบาแก็ตต์ตั้งเรียงเป็นแถว ชาวเวียดนามนิยมรับประทานกันมากเพราะสะดวก ชิ้นเดียวอิ่ม และราคาไม่แพง

 

เมืองฮานอย

ที่มา : ดุษฎีพร ชาติบุตร

 

 

 

ตึกแบบเฟรนช์-โคโลเนียล

ที่มา : ดุษฎีพร ชาติบุตร

 

ท้องถนนในกรุงฮานอย

ที่มา : ดุษฎีพร ชาติบุตร

 

 

ท่องเมืองหลวง : กรุงฮานอย

ห่า โหน่ย (Ha Noi) หรือที่บ้านเราเรียกว่า ฮานอย นั้น คำว่า ‘ฮา’ หรือ ‘ห่า’ หมายถึง แม่น้ำ ‘นอย’ หรือ ‘โหน่ย’ หมายถึง ด้านใน รวมแล้วจึงหมายความว่า ด้านในของแม่น้ำ อันเนื่องมาจากสภาพที่ตั้งของเมืองฮานอยนั้นมีแม่น้ำสองสายล้อมรอบ คือ แม่น้ำแดง และแม่น้ำได๋
            ตัวเมืองฮานอยทุกวันนี้ไม่ได้มีตึกระฟ้าอย่างในกรุงเทพฯ แต่ก็ค่อนข้างแออัดพอสมควร ด้วยปัจจุบันที่ดินในเมืองฮานอยแพงมาก และตึกรามขนาดต่างๆก็สร้างติดๆกันจนแน่นไปทั้งเมือง ตึกส่วนหนึ่งจะเป็นอาคารเก่าแก่ที่ผ่านการบูรณะมาแล้ว อีกส่วนหนึ่ง คือตึกที่สร้างมาไม่นานนัก ทรงแคบๆ ประมาณ 3-5 ชั้น รูปแบบสถาปัตยกรรมของตึกเหล่านี้ เป็นแบบเฟรนช์ – โคโลเนียล (French – Colonial) ที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยที่เวียดนามตกเป็นอาณานิคมของประเทศฝรั่งเศส
            สภาพท้องถนนในเมืองฮานอยก็คับคั่งไปด้วยรถยนต์ และรถจักรยานยนต์จำนวนมาก การบีบแตรถือเป็นเรื่องธรรมดาของการจราจรที่นี่ การเดินข้ามถนนเป็นสิ่งที่น่าลำบากใจมากสำหรับผู้ที่ไม่เคยมาเยือน เนื่องจากจะไม่มีการหยุดรถพร้อมๆกันทุกคัน เพื่อให้คนเดินข้ามได้
แต่เราจะต้องหาจังหวะในการเริ่มต้นก้าวเดินออกไปเอง และค่อยเดินช้าๆอย่างระมัดระวังไปเรื่อยๆ ไม่ต้องลังเล เนื่องจากพอเราเดินไปกลางถนนแล้ว รถที่กำลังจะผ่านมาจะชะลอเองให้เอง ทีละคันๆ ไป ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติพอสมควร
           ใจกลางเมืองมีย่านเมืองเก่า ที่เรียกว่า โอลควอเตอร์ (Old Quarter) เป็นย่านเก่าแก่ มีตึกรามบ้านช่องไม่ใหญ่โตนัก และมีบรรยากาศการค้าขายที่คึกคักอยู่เสมอ ซึ่งเป็นที่ตั้งของ ถนน 36 สาย 36 อาชีพ ถนนเหล่านี้ตั้งชื่อขึ้นตามกลุ่มช่างและกลุ่มอาชีพ ที่อพยพเข้ามาอยู่ในฮานอยเมื่อครั้งแรกสร้างเมือง ไม่ว่าจะเป็นถนนตะกร้า เราก็จะเจอร้านขายตะกร้าเรียงต่อกันไปหมดทั้งสาย เช่นเดียวกับ ถนนกระเป๋า ถนนรองเท้า ถนนข้าวสาร ถนนปลา ถนนผ้าไหมย้อมสี เป็นต้น ปัจจุบันถนนหลายสายก็ไม่ได้ขายสินค้าพื้นเมืองประเภทเดียวทั้งหมดเหมือนกับอดีต แต่กลายเป็นสินค้าสมัยใหม่เข้าไปปะปนอยู่มากแล้ว เช่น กระเป๋าก็อปปี้แบรนด์เนม รองเท้าผ้าใบ เป็นต้น            สถานที่ที่สวยงามน่าตื่นตาตื่นใจอีกแห่งก็คือ ถนนสายเซรามิกส์  ที่สร้างขึ้นในโอกาสครบรอบ 1,000 ปี เมืองทังลอง(ชื่อเก่าของเมืองฮานอย) – ฮานอย เป็นถนนที่ตกแต่งแนวคันกันน้ำที่สร้างเลียบถนน ด้วยการติดกระเบื้องดินเผาเป็นภาพต่างๆ ซึ่งถนนสายนี้มีความยาวถึง 6,018 เมตร พื้นที่ของภาพทั้งหมดประมาณ 6,500 ตารางเมตร การตกแต่งแบ่งออกเป็นหมวดต่างๆ เช่น หมวดวัฒนธรรมดองซอน – ราชวงศ์เหวียน จะเป็นภาพลวดลายต่างๆบนกลองสำริด รวมทั้งลวดลายในศิลปะสมัยต่างๆของเวียดนาม หรือ หมวดลวดลายผ้าและลวดลายสถาปัตยกรรมของชาติพันธุ์ต่างๆ หรือ หมวดฮานอยเมืองแห่งความสันติสุข จะถอดแบบมาจากภาพวาดของเด็กชาวเวียดนามและนานาชาติ หรือ หมวดผลงานศิลปะของศิลปินชาวเวียดนามและชาวต่างชาติ ล่าสุดนี้ สถานทูตเนเธอร์แลนด์เป็นผู้สนับสนุนให้ทำหมวด “ท้องฟ้าของ Van Gogh” และอื่นๆ เป็นต้น

 

 

 

 

 

 

 

ท่าเรือฮาลอง

ที่มา : ดุษฎีพร ชาติบุตร

 

เรือท่องเที่ยวหัวมังกร

ที่มา : ดุษฎีพร ชาติบุตร

 

ล่องอ่าวฮาลอง

     กล่าวกันว่าการท่องเที่ยวเวียดนามเหนือจะไม่สมบูรณ์แบบหากไม่ได้ไปจังหวัดกว่าง นิงห์
ซึ่งมีสิ่งมหัศจรรย์อย่างหนึ่งของโลก นั่นก็คือ อ่าวฮาลอง อันมีทัศนียภาพที่น่าตื่นตามากที่สุดแห่งหนึ่งในเวียดนาม จากความสวยงามและสมบูรณ์ของอ่าวฮาลอง ทำให้ที่นี่ประกาศได้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ จากองค์กรยูเนสโก ในปี ค.ศ. 1994 ซึ่งเป็นเสมือนประกาศนียบัตรที่ใครเห็นต่างเชื่อถือ จึงทำให้นักท่องเที่ยวที่มาเยือนประเทศเวียดนาม ต้องล่องเรือมาชมอ่าวฮาลองเพื่อสัมผัสกับความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ
ชื่อของฮาลอง แปลได้ว่า มังกรร่อนลง ตามตำนานพื้นบ้านได้กล่าวไว้ว่า ในอดีตนานมาแล้ว ระหว่างที่ชาวเวียดนามกำลังต่อสู้กับกองทัพชาวจีนผู้รุกราน เทพเจ้าได้ส่งกองทัพมังกรลงมาช่วยปกป้องแผ่นดินเวียดนาม มังกรเหล่านี้ได้ดำดิ่งลงสู่ท้องทะเลบริเวณที่เป็นอ่าวฮาลองในปัจจุบัน ทำให้มีอัญมณีและหยกพุ่งกระเด็นออก อัญมณีเหล่านี้กลายเป็นเกาะแก่งน้อยใหญ่กระจายอยู่ทั่วอ่าว เป็นเกราะป้องกันผู้รุกราน ทำให้ชาวเวียดนามปกป้องแผ่นดินของพวกเขาได้สำเร็จและก่อตั้งประเทศซึ่งต่อมาก็คือเวียดนามในปัจจุบัน
ลักษณะทั่วไปของอ่าวฮาลอง คล้ายๆกับ อ่าวพังงา หรือเกาะต่างๆ ในประเทศไทย แต่อ่าวฮาลองจะเต็มไปด้วยเกาะหินปูนน้อยใหญ่รูปร่างแปลกตากระจัดกระจายอยู่ประมาณ 2,000 เกาะ และมีเนื้อที่กว่า 4,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอ่าวตังเกี๋ยทะเลจีนใต้ เกาะเหล่านี้มักจะได้รับการตั้งชื่อตามรูปร่างลักษณะ เช่น เกาะช้าง (Voi Islet) เกาะไก่ชน (Ga Choi Islet) เกาะหลังคา (Mai Nha Islet) เป็นต้น
เรือท่องเที่ยวในอ่าวฮาลอง ส่วนใหญ่เป็นเรือขนาดกลางมีห้องพักบนเรือ และมีการสร้างหัวมังกรไว้ที่หัวเรือ แต่มีบางลำได้สร้างเป็นลักษณะของเรือใบย้อนยุค เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกลิ่นอายแห่งการเดินเรือในอดีต เมื่อเรือออกจากท่าไม่นานก็เข้าสู่ดินแดนแห่งความงดงามที่แต่งแต้มเติมเต็มด้วยหมู่เกาะน้อยใหญ่วางสลับเรียงรายดูแปลกตายิ่งนัก ในบริเวณเกาะใหญ่ๆ ที่หลบลมได้ก็มีชาวบ้านมาอาศัยทำประมงด้วย มีการเลี้ยงปลาในกระชังอยู่หลายๆ จุด และมีเรือขายผลไม้ของชาวบ้านมาเทียบให้นักท่องเที่ยวได้เลือกซื้อรับประทานกันอีกด้วย
ในบรรดาถ้ำทั้งหมดของอ่าวฮาลอง ถ้ำที่น่าชมที่สุดได้แก่ถ้ำเด่า โก๋ (Dao Go) หรือ ถ้ำสวรรค์ อันงดงามตระการตาด้วยหินงอกหินย้อย รูปร่างคล้ายคน นก และปีศาจ ถ้ำแห่งนี้ได้รับการขนานนามโดยนักท่องเที่ยวฝรั่งเศสกลุ่มแรกที่มาที่นี่ว่า Grotte des Merveilles (ถ้ำมหัศจรรย์)

นอกเมืองซาปา

ที่มา : ดุษฎีพร ชาติบุตร

 

ในเมืองซาปา

ที่มา : ดุษฎีพร ชาติบุตร

รับลมหนาวเมืองซาปา

  เมืองซาปา เป็นอำเภอเล็กๆ ตั้งอยู่ในจังหวัดลาว ไก ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของเวียดนาม ติดชายแดนจีนตรงบริเวณมณฑลยูนนาน ลาว ไกเป็นจังหวัดบนพื้นที่สูงที่มีชาวเขามากมายหลายเผ่าอาศัยอยู่ ไม่ว่าจะเป็นชาวไทขาว ไทดำ ม้ง เย้า และเผ่าเล็กเผ่าน้อยกระจาย
กันอยู่ทั่วไปในดอยสูง และเป็นที่ตั้งของยอดเขา ฟาน สิ ปัน  (Fan Si Pan) ที่มีความสูงถึง 3,143 เมตร และสูงที่สุดในอินโดจีน  ซาปาจึงมีอากาศเย็นตลอดทั้งปี
            ซาปาถือกำเนิดขึ้นจากการเป็นสถานีภูเขาที่สร้างขึ้นโดยชาวฝรั่งเศสในยุคล่าอาณานิคม มีทหารเฝ้าประจำการ และเป็นที่รักษาเยียวยาชาวฝรั่งเศสที่ป่วยด้วยอาการต่างๆ ทั้งผลของอากาศร้อน โรคทางเดินหายใจ มาลาเรีย ฯลฯ ล้วนถูกส่งมาให้หมอและธรรมชาติอันบริสุทธิ์ของ ซาปาช่วยบำบัดเยียวยา ต่อมาได้พัฒนาให้เป็นเมืองตากอากาศของผู้ดีชาวฝรั่งเศสอย่างเต็มรูปแบบราวปี ค.ศ. 1940  จนกระทั่งเดือนมีนาคม 1952 ผลจากการที่กบฏเวียดมินห์เข้ายึดครองซาปาได้ แม่ทัพฝรั่งเศสจึงสั่งให้เครื่องบินมาทิ้งระเบิดซาปาจนกลายเป็นเมืองร้าง ในสองปีต่อมาเมื่อฝรั่งเศสถูกขับไล่ออกจากเวียดนามแล้ว ก็เริ่มมีผู้คนย้ายเข้ามาสู่ซาปาอีกครั้ง เมืองจึงได้รับการบูรณะเรื่อยมาจนปัจจุบัน และกลายเป็นจุดหมายปลายทางช่วงวันหยุด ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในหมู่ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในฮานอย  Backpacker จากทั่วทุกมุมโลก รวมทั้งชาวเวียดนามเองด้วย

อ้างอิง

ชนิดา ศักดิ์ศิริสัมพันธ์ บรรณาธิการ.  เวียดนาม.  พิมพ์ครั้งที่ 3.กรุงเทพฯ : หน้าต่างสู่โลกกว้าง,
2546.
ชาธร สิทธิเคหภาค.  ใกล้แผ่นฟ้าที่ซาปา.  กรุงเทพฯ : สายธาร, 2551.
เทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, สมเด็จพระ.  อนัมสยามมิตร.  กรุงเทพฯ : บริษัท
อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, 2537.
พูเรต์, เจสส์ จี.  ชนชาติเย้า : เย้าเมี่ยนและเย้ามุนในจีน เวียดนาม ลาว และไทย.
กรุงเทพฯ : ริเวอร์ บุ๊คส์, 2545.
ไพรัตน์ สูงกิจบูลย์.  ซินจ่าวเวียดนาม. กรุงเทพฯ : อทิตตา, 2546.
วารินทร์  สินสูงสุด และ ปารวตี วรุณจิต.  โฮจิมินห์ : นักขับไล่อเมริกันตัวจริง.  พิมพ์ครั้งที่ 2. 
กรุงเทพฯ : เลิฟ แอนด์ ลิฟ, 2546.
ศูนย์อินโดจีนศึกษา วิทยาลัยการบริหารรัฐกิจ มหาวิทยาลัยบูรพา.  ข้อมูลพื้นฐานสาธารณรัฐ
               สังคมนิยมเวียดนาม.  ชลบุรี : ศูนย์อินโดจีนศึกษา วิทยาลัยการบริหารรัฐกิจ
มหาวิทยาลัยบูรพา, 2551.
สุจริตลักษณ์ ดีผดุง.  สารานุกรมกลุ่มชาติพันธุ์ : ม้ง.  นครปฐม : สถาบันวิจัยภาษาและ
วัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยมหิดล, 2536.
เหงียน, คักเวียน.  เวียดนาม : ประวัติศาสตร์ฉบับพิสดาร.  กรุงเทพฯ : The Toyota 
Foundation ร่วมกับมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2545.
http://www.indexmundi.com/vietnam/
http://www.taphin-sapa.info/
http://www.yousaytoo.com/hanoi-ceramic-way-the-culture-road-of-thang-long-hanoi-
1000-year-old/208788