จารึกวัดโพธิ์บนศาลาราย

ที่มา : http://www.dhammajak.net

/bord/viewtopic.php?t=1349

 

จารึกเกี่ยวกับจุดต่างๆ บนร่างกาย มนุษย์ประดับไว้ตามบริเวณผนังวัด

ที่มา : http://www.dhammajak.net

/bord/viewtopic.php?t=1349

 

บริเวณเขาฤาษีดัดตนภายในวัดโพธิ์

ที่มา : http://www.dhammajak.net

/bord/viewtopic.php?t=13490

ภูมิปัญญาไทย : ยาและการรักษาโรค

ประวัติและวิวัฒนาการการรักษาโรค

  การเจ็บป่วยเกิดขึ้นพร้อมกับการเกิดขึ้นของมนุษย์และเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์ประสบปัญหาในการดำรงชีวิตตลอดมา มนุษย์พยายามแสวงหาวิธีการบำบัดโรคภัยที่บั่นทอนทำลายชีวิต แต่ก็มีบางโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แม้ปัจจุบันมนุษย์ จะค้นพบวิทยาการสมัยใหม่ที่ก้าวหน้ามากเพียงใด แต่ก็ไม่สามารถเอาชนะโรคได้ และดูเหมือนว่าเชื้อโรคก็พัฒนาตัวเองคู่ขนาน ไปกับความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการของมนุษย์ หลักฐานที่แสดงว่ามนุษย์พยายามคิดวิธีการรักษาโรค นั้นมีมาตั้งแต่สมัย ก่อนประวัติศาสตร์ เพราะได้พบร่องรอยการรักษาโรคในโครงกระดูกมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ การรักษาโรคในอดีต อาจทำกันในหลาย ลักษณะ ตั้งแต่การเซ่นไหว้สิ่งเหนือธรรมชาติซึ่งเชื่อว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้มนุษย์เจ็บป่วย จนถึงการใช้พืชสมุนไพรมาทาหรือกิน

             การแพทย์พื้นบ้านของไทยเป็นอีกภูมิปัญญาหนึ่งที่สืบทอดกันเรื่อยมา แต่น่าเสียดายว่าความรู้เหล่านี้ส่วนมากไม่มีการบันทึก และสอนกันอย่างจริงจัง เป็นเพียงการบอกกล่าวกันด้วยปาก แบบมุขปาฐะจากครูไปสู่ศิษย์จึงทำให้ภูมิความรู้ต่างๆสูญหายไปมาก ในสมัยประวัติศาสตร์ สันนิษฐานว่าการรักษาโรคและการใช้สมุนไพร มีอยู่ทั่วไป เช่น ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สร้างสถานพยาบาลเรียกว่า อโรคยาศาลา เป็นร้อยแห่งในบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของไทยและบริเวณใกล้เคียง โดยมีการแบ่งหน้าที่ไว้อย่างชัดเจนว่ามีหมอ พยาบาล เภสัช ผู้จดสถิติ และผู้ปรุงยา ซึ่งถือว่าการแพทย์ในสมัยนั้นมีความเจริญก้าวหน้ามาก จนถึงสมัยต้นรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงเห็นความสำคัญของวิชาความรู้โบราณของไทย โปรดเกล้าฯให้รวบรวมจารึกไว้ ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือ วัดโพธิ์ ทำให้ความรู้ต่างๆคงอยู่สืบมาจนถึงปัจจุบัน

             วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือ วัดโพธิ์ จึงเป็นเสมือนมหาวิทยาลัยแพทย์แห่งแรกของไทย ที่มีตำรายารักษาโรครวมทั้งวิธีการบำบัดโรคด้วยการบริหารร่างกายที่เรียกว่า ฤๅษีดัดตนอยู่ในบริเวณวัดเป็นจำนวนมาก ทั้งที่เป็นรูปปั้นหรือประติมากรรมรูปคนในอิริยาบถต่างๆ ส่วนตำรายาและการรักษาโรคนั้นจารึกเป็นโคลงไว้บนแผ่นหิน เฉพาะโคลงที่เป็นการรักษาโรคด้วยฤๅษีดัดตนนั้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์ด้วยพระองค์เองก็มี เช่น โคลงฤๅษีดัดตน แก้ขี้เกียจ แก้ขัดเอว แก้ลมปวดศีรษะ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีโคลงฤๅษีดัดตนที่เขียนโดยเสนาบดีและผู้รู้ต่างๆ อีกเป็นจำนวนมาก

              โดยองค์การยูเนสโก (UNESCO) มีมติรับรองให้ขึ้นทะเบียน ศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เป็นเอกสาร “มรดกความทรงจำแห่งโลก” (Memory of the World) ประจำปี พ.ศ.2552 ในส่วนภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เนื่องจากองค์ความรู้ ในสรรพศิลปวิทยาการต่างๆ ของศิลาจารึกที่วัดโพธิ์ มีความสำคัญระดับสากล และมีวิชาหลากหลายที่เป็นสากลด้วย โดยเฉพาะเรื่องการแพทย์แผนโบราณ การบริหารกายเพื่อบำบัดโรค เช่น ตำราแพทย์ วิชาฤๅษีดัดตน เป็นต้น แสดงให้เห็นวิวัฒนาการของความคิด การค้นพบ มรดกทางภูมิปัญญา และผลงานของสังคมมนุษย์ เป็นมรดกตกทอดจากสังคม ในอดีตให้แก่สังคมปัจจุบัน ที่จะสืบสานส่งต่อให้แก่สังคมในอนาคตจารึกเกี่ยวกับการรักษาโรคที่วัดพระเชตุพนฯจึงเป็นคลังความรู้ ภูมิปัญญาทางการแพทย์ของไทยที่ดำรงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน เป็นความรู้สำคัญที่น่าจะนำไปสู่การศึกษาวิจัย เพื่อพัฒนาให้มีประสิทธิภาพ อย่างจริงจังต่อไป

 

พืชผักสวนครัวของไทยที่เป็นทั้งอาหาร

และสมุนไพร

ที่มา : http://th.culture.go.th/knowledge/

food/images.jpg

อาหารไทยนอกจากมีคุณค่าทางอาหาร

แล้วยังมีสรรพคุณทางยาด้วย

ที่มา : http://th.culture.go.th/knowledge/

food/images.jpg

 

สมุนไพรเภสัชศาสตร์ในวิถีไทย

 การบริโภคอาหารของคนไทยเป็นพฤติกรรมที่สั่งสมกันมานาน จนเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง คนไทยเรียนรู้วิธีการนำเอาพืชผักต่างๆ มาประกอบอาหารนับเป็นความฉลาดของบรรพบุรุษของไทยที่เรียนรู้การบริโภคพืชผักในท้องถิ่น เช่น บวบ ตำลึง กล้วย อ้อย พริก ตะไคร้ และผลไม้มากมาย ซึ่งมีรสชาติต่างๆ ที่ไม่เพียงมีคุณค่าสูงทางอาหารเท่านั้น แต่ยังมีคุณค่าเป็นอาหารสมุนไพร ซึ่งมีคุณสมบัติในทางเป็นยา เช่น อาหารรสเผ็ดร้อนจะช่วยกระตุ้นระบบการย่อยอาหาร อาหารรสเปรี้ยวช่วยขับเสมหะและการกระตุ้นระบบขับถ่ายร่างกายให้ทำงาน ได้ดีขึ้น

             ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ทำให้วิธีคิดและภูมิปัญญาของคนไทยในอดีตถูกละเลย ทั้งที่จริงแล้ว สิ่งเหล่านั้นเป็นรากฐานของความรู้ทางวิทยาศาสตร์หลายสิ่งหลายอย่าง โดยเฉพาะความรู้เรื่องการรักษาโรคด้วยยาที่ปรุงจากสมุนไพร ล้วนแสดงให้เห็นความชาญฉลาดของบรรพชนไทยได้เป็นอย่างดี

             การนำพืชพรรณและสมุนไพรต่างๆ ที่มีสรรพคุณทางยามาแปรรูปเป็นยานั้น ทำได้หลายวิธี ตั้งแต่การนำส่วนต่างๆของพืชมากินสดๆ คั้นน้ำ ตากแห้ง ต้ม กลั่น บด หรือวิธีอื่นๆ ซึ่งต้องใช้ภูมิความรู้ที่สั่งสมสืบทอดกันมาแต่โบราณเป็นภูมิปัญญาของแพทย์พื้นบ้าน ที่ช่วยให้คนไทยมียารักษาโรคให้หายจากการป่วยไข้ หรือทุเลาจากอาการเจ็บปวดได้ระดับหนึ่ง พืชพรรณที่คนไทยนำมาใช้รักษาโรคนั้น มีมากมายหลายชนิด ทั้งที่กินเป็นอาหารและใช้เป็นยา เพราะพืชบางชนิดที่คนไทยกินเป็นอาหาร เช่น ขิง ข่า ตะไคร้ กะเพรา โหระพา มะระ ล้วนเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณทางยา นอกจากพืชที่เป็นอาหารแล้ว คนไทยยังใช้ใบไม้ แก่นไม้ และรากไม้ เป็นยารักษาโรคมาแต่โบราณ แม้ในปัจจุบันก็ยังได้รับการยอมรับว่า สมุนไพรมีสรรพคุณในการรักษาโรคได้ดีตามที่หมอพื้นบ้านนำมาปรุงเป็นยารักษาโรคต่างๆ

             นอกจากนั้น การเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นวงจรชีวิตของมนุษย์ ซึ่งมีความสำคัญทุกขั้นตอน โดยเฉพาะในช่วงที่มีการเจ็บป่วย

วัฒนธรรม ของคนไทย เรียนรู้การดูแลรักษาร่างกายยามเจ็บไข้ โดยการนำพืชสมุนไพรมาปรุงยาในรูปแบบต่างๆ เช่น ต้มหรือดองสมุนไพร กับน้ำผึ้งหรือสุรา หรือบดเป็นผงผสมน้ำผึ้ง ปั้นเป็นลูกกลอนใช้สมุนไพรสดทาบริเวรผิวหนัง หรือนำไปต้มน้ำอาบ เป็นต้น

             นอกจากนี้ยังมีการนำชิ้นส่วนจากสัตว์ เช่น เขี้ยวหรือกระดูกสัตว์ และแร่ธาตุต่างๆ เช่น สารส้ม ดีเกลือ หินสี มาใช้ในการปรุงยาเช่นกัน การเรียนรู้เหล่านี้เป็นประสบการณ์ที่สั่งสมมานานจนเป็นวัฒนธรรมและเป็นสมบัติทางภูมิปัญญาของชาติไทย ที่ควรสืบทอด ให้คงอยู่กับชาติไทยตลอดไป


หินบดยาใช้บดสมุนไพรที่ตำจนละเอียด

มาบดเป็นผงผสมให้เป็นเนื้อเดียวกัน

ที่มา : พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

 

รางบดยาใช้บดสมุนไพรประเภทรากไม้

เปลือกไม้ เขาสัตว์ และกระดูกสัตว์

ที่มา : พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

 

นมสาวใช้สำหรับนวดหลังแก้ปวดเมื่อย

ที่มา : พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

 

ไม้นวดใช้โคนไม้กดตรงจุดที่ปวดเมื่อย

เป็นจังหวะคล้ายการบีบด้วยมือ

ที่มา : พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

เครื่องมือเครื่องใช้ในการรักษาโรค

   นอกจากสมุนไพรที่เป็นวัตถุดิบสำหรับสำหรับปรุงยาแล้ว เครื่องมือเครื่องใช้ในการปรุงยาที่เป็นภูมิปัญญาไทยนั้นมีอีกหลายอย่าง เช่น หม้อยา สำหรับต้มยา โดยทั่วไปเป็นหม้อดินเผาที่ใช้หุงข้าวขนาดต่างๆ ขณะต้มยามักใช้ใบตองปิดปากไม่ให้ยาระเหยออก และเพื่อไม่ให้ยาหกขณะรินยา มักมี เฉลว ปักไว้ที่ปากหม้อโดยเชื่อว่าเฉลวจะช่วยป้องกันไม่ให้ยาเสื่อมจากการกระทำของสิ่งชั่วร้าย ส่วนวิธีแปรรูปสมุนไพรเป็นยาที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือ การบดสมุนไพรให้เป็นผงเพื่อละลาย น้ำกระสาย เพื่อดื่มหรือทา เชื่อว่าการใช้เครื่องมือ ประเภท ขวาน มีดทุบ สับให้สมุนไพรแตกออกเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วบดให้เป็นผงมีมาแต่โบราณ อาจเริ่มจากการใช้หินขนาดเหมาะมือ ทุบเมล็ดผลไม้ที่มีเปลือกแข็ง ต่อมาอาจจะสลักหินหรือแผ่นไม้ ท่อนไม้ให้เป็นหลุมแล้วใส่เมล็ดพืชลงไปตำให้เปลือกหลุด ซึ่งสะดวกกว่าการทุบ ซึ่งการสลักหินให้เป็นหลุมคงเป็นที่มาของการทำครกแบบต่างๆ หรือเครื่องมืออื่นๆในการบดยา เช่น

           โกร่งบดยา เป็นภาชนะรูปร่างคล้ายครกหรือถ้วยทำจากดินเผาหรือกระเบื้องมีหลายขนาด ใช้บดสมุนไพรให้เป็นผง สมุนไพรที่นำมาบดต้องตำด้วยครกจนแหลกเสียก่อนจึงนำไปบดด้วยโกร่งบดยาให้ละเอียดเป็นผง

           หินฝนยา หินฝนยามีรูปร่างคล้ายจานทำจากหินหรือดินเผา ยกขอบขึ้นเล็กน้อยเพื่อไม่ให้สมุนไพรหก แม้ว่าครกสามารถป่นยาให้เป็นผงได้แต่ครกก็ใช้ตำหรือโขลกยาสมุนไพรบางอย่างให้ละเอียดเป็นผงไม่ได้โดยเฉพาะ รากไม้ ใบไม้ รวมถึงเขาสัตว์ กระดูกสัตว์ที่แข็งและเหนียวมาก จึงต้องฝนลงบนหินบดยา ความหยาบของเนื้อหินจะทำให้ยายุ่ยเป็นผง หินฝนยามีรูปร่างคล้ายจานทำจากหินหรือดินเผา ยกขอบขึ้นเล็กน้อยเพื่อไม่ให้สมุนไพรหก

           หินบดยา ใช้บดสมุนไพรให้เป็นผง ทำด้วยหินเนื้อหยาบ สกัดเป็นแท่งสี่เหลี่ยมยาวๆ มีลูกบดเป็นแท่งหินกลมๆ จะใช้หินบดยาบดสมุนไพรที่ตำผสมกันจนแหลกแล้วมาบดให้ละเอียดเป็นผงและผสมเป็นเนื้อเดียวกัน เมื่อบดละเอียดต้องใช้น้ำซาวข้าว หรือน้ำผึ้ง ผสมน้ำเป็นกระสายยา ทำให้สมุนไพรเกาะตัวเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วปั้นเป็นเม็ดๆ ไว้รับประทาน

           รางบดยา ทำด้วยเหล็ก เป็นรางก้นสอบเข้าหากันเป็นรูปสามเหลี่ยมกลับหัว ยาวประมาณศอกเศษ ปลายงอนขึ้นทั้งสองข้าง ตรงกลางมีจานบดทำด้วยเหล็กขอบคม ตรงกลางมีแกนสอดทะลุทั้งสองข้าม เพื่อใช้เป็นมือจับขณะบดสมุนไพรที่มีลักษณะแข็ง

           นมสาว มีชื่อเรียกหลายอย่าง เช่น นมนาง นมไม้ จะทำด้วยไม้เป็นรูปนม 2 เต้าใช้สำหรับกดลงบริเวณที่ปวดเมื่อย หรือวางไว้แล้วนอนทับเพื่อคลายกล้ามเนื้อลดอาการปวดเมื่อย

           ไม้นวด ทำด้วยไม้สักหรือไม้เนื้อแข็งเกลาให้กลม เมื่อต้องการนวดให้จรดโคนไม้นวดตรงจุดที่ปวดเมื่อยแล้วจับปลายไม้งัดให้โคน ไม้กดบริเวณที่ปวดเมื่อยเป็นจังหวะๆ คล้ายการบีบด้วยมือ หรืออาจใช้คู่กับนมสาวก็ได้

           เครื่องมือเครื่องใช้ในการรักษาโรคแสดงให้เห็นถึงความแยบยลของบรรพชนไทย ในการประดิษฐ์เครื่องมือขึ้นอย่างง่ายๆ เช่น นมสาวช่วยผ่อนคลายอาการปวดเมื่อย ทำให้ชีวิตมีความสุขตามควรแก่อัตภาพเช่นเดียวกับการนำไม้มาหนุนศีรษะ การนำไม้ไผ่ มาทำเป็นไม้เกาหลัง จนถึงการนำไม้ไผ่โคนโค้งขนาดเหมาะมือมาทำเป็นไม้เท้า สิ่งเหล่านี้ เป็นการใช้ภูมิปัญญา ช่วยให้ดำรงชีวิตตามวิถีไทยได้อย่างมีความสุข


ภาพเขียนศาลาหมอนวัดโพธิ์

ทีมา : ภูมิปัญญาไทย : วิถีไทย

 

รูปสลักหินฤาษีดัดตนภายในบริเวณวัดโพธิ์

ทีมา : ภูมิปัญญาไทย : วิถีไทย

การนวดศาสตร์และศิลป์ของบรรพบุรุษไทย 

             การนวดไทย เป็นวิธีการบำบัดและการรักษาโรคของไทยที่มีมาตั้งแต่ดั้งเดิมเชื่อว่าเริ่มต้นมาจากความพยายามในการบรรเทา อาการปวดเมื่อยฟกซ้ำ ด้วยการสัมผัสจับต้อง หรือกดบริเวณที่เจ็บเพื่อช่วยเหลือตนเอง และสะสมประสบการณ์มาเป็นการนวด โดยเริ่มจากการนวดด้วยตนเอง มีการนำท่าฤๅษีดัดตนมาใช้ในการบริหารร่างกายและแก้ไขอาการต่างๆ ซึ่งท่าฤๅษีดัดตนนี้ ก็มีการนวดตนเองประกอบอยู่ด้วย ดังนั้นเมื่อการเจ็บปวดอยู่ในตำแหน่ง ที่ไม่สะดวกต่อการนวดด้วยตนเอง จำเป็นต้องอาศัยผู้อื่นช่วยนวด จึงได้พัฒนามาเป็นการนวดเพื่อช่วยเหลือกันเองภายในครอบครัว และกระจายกว้างขวางออกไปยังชุมชน นอกจากนี้มีการแก่เคล็ด ขัดยอก จึงมีการบำบัดขั้นต้นด้วยการกด จับ ดัด ดึง เพื่อให้เข้าที่ ทำให้ได้เรียนรู้ สืบทอดกันมาและพัฒนาเป็นท่าต่างๆที่เหมาะสม และใช้แรงกดที่พอเหมาะในการบำบัดรักษาตราบจนปัจจุบัน

การนวดไทยโดยทั่วๆ ไป มี 2 สาย คือ

           การนวดสายเชลยศักดิ์ เป็นการนวดเน้นการช่วยเหลือกันเองในครอบครัวหรือในชุมชน เช่น สามี นวดให้ภรรยา ลูกนวดให้พ่อแม่ช่วยให้เกิดความสัมพันธ์อันดีต่อกัน สร้างความใกล้ชิด เอาใจใส่ซึ่งกันและกันนับเป็นการพึ่งตนเองของประชาชนได้ เป็นอย่างดี การนวดสายนี้ ไม่เพียงแต่ใช้มือเท่านั้น ยังใช้อวัยวะส่วนอื่นอีก เช่น ศอก ท่อนแขน ส้นเท้า หรือการนั่งดัดตัวผู้ป่วย ซึ่งเป็นการผ่อนแรงของผู้นวด และมักใช้เวลา ในการนวดมาก ทำให้ผู้นวดรู้สึกสบายจนอาจหลับไป การนวดแบบนี้ ได้รับความสนใจมากในปัจจุบัน มีการเรียนการสอนทั้งในสถาบันการศึกษาและภายในครอบครัว สถานศึกษาการนวดเดิมของไทยแห่งแรก คือ วัดพระเชตุพนฯ(วัดโพธิ์) วัดสามพระยาและแพร่หลายอย่างกว้างขวาง แม้แต่ชาวต่างประเทศก็มาเรียนเป็นจำนวนมากที่วัดโพธิ์

           การนวดสายราชสำนัก เป็นการนวดไทยที่ใช้ในพระราชวัง ดังนั้นท่าต่างๆ ในการนวดจึงได้รับการพัฒนา ให้สุภาพและมักนวดด้วยนิ้วมือเท่านั้น เพื่อให้สามารถควบคุมน้ำหนักในการนวดไม่ให้มากเกินไป และไม่ให้เป็นที่ ล่วงเกินต่อพระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์ จนมีคำกล่าวว่า “แม้เพียงลมหายใจก็ไม่ให้แตะต้องพระวรกาย” โดยมีองศามาตราส่วนของการนวดที่ไม่ประชิดตัวมากและจะหันหน้าตรงไป ไม่ก้มหน้าหายใจรดพระองค์ และไม่เงยหน้าจนเป็นการไม่เคารพ ปัจจุบันมีผู้สืบทอดการนวดแบบนี้น้อยมากเนื่องจากส่วนใหญ่จะเป็นการถ่ายทอดกันในครอบครัว และผู้รู้มักหวงวิชา ทำให้การนวดสายนี้ได้รับการถ่ายทอดกระท่อนกระแท่นไม่ครบถ้วน ต่อมามีการฟื้นฟูการนวดแบบราชสำนักขึ้นมา โดยศาสตราจารย์นายแพทย์อวย เกตุสิงห์ อาจารย์กรุงไกร เจนพาณิชย์ และอาจารย์ณรงค์สักข์ บุญรัตนหิรัญ ขึ้นมาใหม่

 

 

 

 

อ้างอิง

พญ.เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ.ชุดนิทรรศการการแพทย์แผนไทย.กรุงเทพฯ : องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ,2542.
.ประวัติและวิวัฒนาการการแพทย์แผนไทย.กรุงเทพฯ : สถาบันการแพทย์แผนไทย.กรมการแพทย์,

          กระทรวงสาธารณสุข, 2538
วิบูลย์ ลี้สุวรรณ. ภูมิปัญญาไทย : วิถีไทย. กรุงเทพฯ : ศิริวัฒนา อินเตอร์พริ้นท์,2547.
http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=13490