วิถีชีวิตชาวประมงชายฝั่ง กับเรือกอและ
httpwww.taklong.com/macros-mc.php?No=84348#location1

ชาวเลชนเผ่าเร่ร่อนแถบอันดามัน

บทนำ

   ชาวเลหมายถึงกลุ่มชาติพันธุ์หรือชนเผ่าที่มีภาษาและวัฒนธรรมเฉพาะของตนเองอันแตกต่างไปจากคนไทย ในสมัยก่อนคนไทยเรียกชนเผ่าพวกนี้ว่า “ชาวน้ำ” แต่ในสมัยนี้ไม่นิยมใช้คำว่า “ชาวน้ำ” ตามพจนานุกรมฉบับราชบันทิตยสถานปี พ.ศ 2525 ระบุว่า ชาวน้ำ เป็นชื่อชนชาติเดิมพวกหนึ่งซึ่งอยู่ทางตะวันตกของแหลมมลายูยาวไปจนถึงแถบหมู่เกาะมะริดในน่านน้ำพม่า ซึ่งประกอบด้วยเกาะแก่งน้อยใหญ่ประมาณ 800 เกาะ กระจัดกระจาย ในฤดูคลื่นลมสงบพวกเขาจะแล่นเรือเร่ร่อนไปตามเกาะต่าง ๆ เหล่านี้ เพื่อจับปลา ดำน้ำหาหอย ปลิงทะเล และของทะเลอื่นๆ นำไปเป็นอาหารยังชีพ และขายให้พ่อค้าคนกลาง ทั้งคนไทย จีน และพม่า พอถึงฤดูมรสุมระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงธันวาคม ก็จะหลบคลื่นลมขึ้นฝั่งสร้างบ้านพักชั่วคราว ชาวเลมีวิถีชีวิตเร่ร่อน และใช้เวลาส่วนใหญ่ในเรือทั้งที่เป็นบ้านและยานพาหนะที่นำไปสู่เกาะน้อยใหญ่ แถบทะเลฝั่งอันดามัน วิถีชีวิตอันน่าทึ่งนี้ทำให้ชาวตะวันตกที่ได้มาเห็นชาวเลและได้ขนานนามว่า Sea gypsies(Sea nomads)

http://www.klongdigital.com/images _webboard3/id_30966_13.jpg


http://www.klongdigital.com/images _webboard3/id_30966_13.jpg

ต้นตระกูลชาวเล

 เรื่องราวเกี่ยวกับชนเผ่า นักเดินทางทางทะเลในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คาดกันว่ามอแกนคงจะสืบเชื้อสายมาจาก พวกโปรโตมาเลย์ (Proto Malay) ซึ่งเป็นคนพวกแรกๆ ที่อพยพลงมาอยู่แถบคาบสมุทรมลายู ต่อมาคนกลุ่มนี้หันมาใช้ชีวิตทางทะเล เดินทางร่อนเร่ทำมาหากินตามหมู่เกาะและชายฝั่ง ครอบคลุมอาณาบริเวณตั้งแต่หมู่เกาะมะริดในประเทศพม่า ลงไปทางใต้และตะวันออก จนถึงหมู่เกาะในทะเลซูลู ประเทศฟิลิปปินส์ และรวมเอาหลายๆ เกาะและชายฝั่งในมาเลเซียและอินโดนีเซียไว้ด้วย แต่ปัจจุบันการเดินทาง จำกัดลงมากและคนกลุ่มเหล่านี้ก็แยกย้ายกระจัดกระจายกัน พัฒนาการของสังคมวัฒนธรรมและภาษาก็ต่างกันออกไปจนแยกเป็นกลุ่มย่อยๆ หลายกลุ่ม

             Jacques Ivanoff สันนิษฐานว่าชื่อมอแกนเป็นคำที่ย่อมาจากคำว่า “ละมอ” (ภาษามอแกน แปลว่า จม) และ “แกน” ซึ่งเป็นชื่อของน้องสาวของราชินีในตำนานเก่าแก่ของมอแกน ตำนานนี้ค่อนข้างยาว แต่สรุปได้ว่าน้องสาวคนนี้ไปแย่งคนรักของพี่สาว จึงถูกสาปแช่งให้ตนเองและพรรคพวกต้องมีชีวิตเร่ร่อนอยู่ในทะเล ตามตำนานมอแกน
มอแกน (ชาวเล) Moken ตระกูลภาษาออสโตรเนเชี่ยน (Austronesian Language Family) Synonyms : Mawken, Selon, Selong, Selung ชาวมอเเกนมีถิ่นอาศัยเดิมอยู่บริเวณหมู่เกาะ Mergui ทางตอนใต้ของพม่า ก่อนหน้านั้นชาวมอเเกนอาศัยอยู่บนแผ่นดิน แต่ถูกรุกรานจากพวกมาเลย์ จึงอพยพ ลงไปเร่ร่อนในทะเล (Lebar and others 1964, p.264) ชาวมอแกนเรียกตัวเองว่า “Moken” หรือ “Mawken” ชาวพม่า เรียกว่า Selung หรือ Selong หรือ Selon ชาวมอเเกนมีชีวิตเร่ร่อนบนเรือ อาศัยอยู่ริมปากแม่น้ำ และชายฝั่งเร่ร่อนอยู่บริเวณชาย ฝั่งมาเลเซียและอินโดนีเซีย ชาวอินโดนีเซียเรียก Badjo และบริเวณชายฝั่งสิงคโปร์ ชาวสิงคโปร์เรียก Orang Laut หรือ Rayat Laut สำหรับในประเทศไทยพบในจังหวัดภูเก็ต รู้จักในนาม “ชาวน้ำ” (Lebar and others 1964, p.263) บริเวณที่พบกลุ่มชาว มอแเกน ได้แก่ เกาะลันตาใหญ่ แหลมกิ่ว บ้านคลองนิน คลองน้ำจืด คลองบากันเตียง เกาะมุก เกาะดาน เกาะพีพี แหลมโตนด หาดราไวย์ หาดสุรินทร์ สตูล กระบี่ เป็นต้น

             ชาวมอเเกนจะรวมกลุ่มและเดินทางไปในเรือพร้อมด้วยสมาชิก 10-40 คน ภายในกลุ่มจะมีผู้ชำนาญในการเดินเรือ และ ทำหน้าที่คล้ายหัวหน้ากลุ่ม โดยจะสร้างบ้านเรือนชั่วคราวบนชายฝั่งหรือปากแม่น้ำ บ้านของชาวมอแกนคือเรือ ยาวประมาณ 20-25 ฟุต แต่บางพวกอาจสร้างบ้านชั่วคราวบนฝั่ง ทำจากใบปาล์ม หรือมะพร้าว ยกพื้นสูง ไม่มีระเบียงมีนอกชาน และไม่ปลูกเรือนขวางดวงอาทิตย์ (ประเทือง 2539, น.23-24) ปัจจุบันรู้จักสร้างบ้านเรือนเลียนแบบคนพื้นเมือง ถาวร และเคลื่อนย้ายได้ยากขึ้น

www.klongdigital.com/images_web board3id_30966_2.jpg

ชาวเลในเมืองไทย

   ปัจจุบันชาวเลมีการตั้งหลักปักฐานทั้งบนเกาะและบนแผ่นดินใหญ่มาช้านานแล้ว บางแห่งสร้างบ้านสร้างชุมชนมานานกว่า 100 ปี ชาวเลหลายแห่งลูกหลานได้เรียนหนังสือไทย นับถือศาสนาพุทธ พูดภาษาไทยสำเนียงปักษ์ใต้ หากมองแบบผิวเผินก็จะไม่รู้ว่าเป็นคนไทย หรือชาวเลหรือไทยใหม่ มีชีวิตความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย สร้างบ้านด้วยวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น เช่นไม้จากป่าชายเลน หลังคามุงจาก ไม่สะสมอาหาร ไม่สนใจเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ตนครอบครัวอยู่
ในประเทศไทย มีชาวเลอยู่ 3 กลุ่ม คือ มอแกน มอแกลน และอูรักลาโว้ย ทั้งสามกลุ่มพูดภาษาตระกูลออสโตรเนเชี่ยน แต่ทว่าแต่ละกลุ่ม ก็มีภาษาย่อยของตนเองซึ่งเป็นภาษาพูด ไม่มีภาษาเขียน และต่างก็มีวัฒนธรรมประเพณีของตนเอง แต่มีประเพณีบางอย่างที่คล้ายคลึง กันเช่น พิธีฉลองวิญญาณบรรพบุรุษและพิธีลอยเรือ


ชาวเลมอแกลน

             มีประชากรประมาณ 2,500 คน กระจายตัวอยู่ตามหมู่บ้านในจังหวัดพังงาและภูเก็ต มีภาษาที่คล้ายคลึงกับภาษามอแกน จึงสามารถสื่อสารกับมอแกนได้ มอแกลนตั้งถิ่นฐานอยู่อย่างถาวรมานานกว่าร้อยปีทำด็กๆ เข้าศึกษาในโรงเรียนในท้องถิ่น หลายคนนับถือศาสนาพุทธ แต่ยังคงเชื่อในวิญญาณบรรพบุรุษและมีงานฉลองใหญ่ในอำเภอบางสัก จังหวัดพังงาทุกปี


ชาวเลอูรักลาโว้ย

             มีประชากรประมาณ 4,000 คน เป็นชาวเลกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย อูรักลาโว้ยตั้งถิ่นฐานอยู่ตามหมู่บ้านต่างๆ บริเวณชายฝั่งหรือบนเกาะในจังหวัดภูเก็ต กระบี่และสตูล อูรักลาโว้ยในหลายหมู่บ้านยังคงมีพิธีลอยเรือปีละ 2 ครั้ง อาศัยอยู่บริเวณเกาะสิเหร่ หาดราไวย์ แหลมหลา บ้านเหนือ บ้านสะปำ จังหวัดภูเก็ต

             อูรักลาโว้ย มอแกลน สองพวกนี้ ได้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตมาตั้งหลักแหล่งบนฝั่งถาวรมากขึ้น ได้รับการศึกษาภาคบังคับจน มีการผสมผสานภาษาและวัฒนธรรมไทยค่อนข้างมาก มีสถานะเป็นพลเมืองไทยได้ส่วนใหญ่สัญชาติไทยแล้ว จึงเรียก 2 พวกนี้ว่า “ไทยใหม่” มอแกลนและอูรักลาโว้ย นั้นได้หันพัฒนามาเป็นคนไทย แต่ยังรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมอยู่บ้าง


ชาวเลมอแกน

             มีประชากรในประเทศไทยประมาณ 400 คน และในประเทศเมียนมาร์อีกประมาณ 2,000-3,000 คน ส่วนใหญ่ยังคงมีชีวิตกึ่งเร่ร่อน เดินทางทางทะเลบ่อยครั้ง มีพิธีประจำปีคืองานฉลองเสาวิญญาณบรรพบุรุษ จัดขึ้นปีละครั้ง ในช่วงนี้มอแกนจากเกาะต่างๆ จะชุมนุมกันเพื่อร่วมงานฉลองโดยงดออกทะเล 3 วัน 3 คืน ประมาณ 20- 30 ปีที่ผ่านมา มีมอแกนหลายครอบครัวที่ตั้งหมู่บ้านค่อนข้างถาวรที่หมู่เกาะสุรินทร์ วิถีชีวิตที่อพยพโยกย้ายอยู่บ่อยครั้งและเน้นการยังชีพ เก็บหาอาหารจากธรรมชาติ ไม่ได้ทำลายความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายทางชีวภาพในหมู่เกาะสุรินทร์
กลุ่มมอแกนยังแบ่งเป็นกลุ่มย่อย ๆ 2 กลุ่ม ตามถิ่นที่อยู่ คือ มอเก็นปูลา กับมอแกนตามับ มอเก็นปูลา อยู่ตามเกาะมะริด และชายฝั่งในประเทศพม่า ลงมาถึงเกาะบริเวณจังหวัดระนอง หมู่เกาะสุรินทร์ หมู่เกาะสิมิลัน จังหวัดพังงา และมอแกนตามับ อาศัยอยู่ตามเกาะพระทอง อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา ตลอดจนบริเวณชายฝั่งของอำเภอตะกั่วป่า อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา และอำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต

http://www.weekendhobby.com/ board/photo/Question.asp?ID=20875

ค่านิยมและความเชื่อของชาวมอแกน

             มอแกนไม่มีศาสนา แต่มีความเชื่อเรื่องผีและวิญญาณ มอแกนนับถือบรรพบุรุษเรียกว่า “ดาโต๊ะ” โดยจะสร้างเป็นศาลไว้ มีรูปปั้น ผีที่มอแกนเชื่ออยู่ในธรรมชาติ เช่น ผีปู ผีหอย ผีไม้ ผีน้ำ ผีพุ่งใต้ (ผีชิน) พวกเขาเชื่อว่า ผีชินช่วยหาปลา บอกแหล่งอาศัยของปลา และยังเชื่อเรื่องโชคลางมาก และเชื่อว่าผีควบคุมโชคชะตา การเจ็บป่วย (Lebar and others 1964, p.265 และประเทือง 2539, น.65-67) ชาวมอแกน มีหมอผีประจำกลุ่ม ทำหน้าที่ทำนายโชคชะตา ดูฤกษ์ ยามในการสร้างบ้าน และเป็นผู้ประกอบพิธีกรรม ประเพณีที่สำคัญของชาวเลที่คนทั่วไปคงพอจะคุ้น ๆ ก็คือ "พิธีลอยเรือ" ในวัน 13-15 ค่ำ และวันแรม 1 ค่ำ ของเดือน 6 และเดือน 11เชื่อกันว่าพิธีนี้ช่วย "ขับไล่สิ่งชั่วร้าย" ให้เรือนำความชั่วร้ายอัปมงคลออกไป โดยจะปล่อยให้เรือลอยหายไปในทะเลลึก ถ้าเรือกลับขึ้นฝั่งแสดงว่าเป็น "ลางร้าย" ต้องทำพิธีกันใหม่

http://www.klongdigital.com/images _webboard3/id_30966_13.jpg

 

 

 

 

 

วิถีชีวิตความเป็นอยู่ สังคมวัฒนธรรม

   ลมมรสุมและลมประจำถิ่นมีอิทธิพลต่อกระแสลม น้ำ และคลื่นอย่างมาก การเปลี่ยนแปลงของลมฟ้า อากาศทำให้ชาวเลต้องอพยพโยกย้ายเพื่อตั้งเพิงพักและจอดเรือบริเวณหาดหรืออ่าวที่เป็นที่หลบคลื่น ในสมัยก่อนชาวเลยังใช้เรือติดใบ การเดินเรือจึงถูกจำกัดโดยทิศทางของลมด้วย

             มอแกนมีความผูกพันกับทะเลเป็นอันมาก บางคนเรียกว่า “อ่านาดอันดามัน” หรือลูกของทะเลอันดามัน แม้ว่ามอแกนจะใช้ทรัพยากรจากป่า และมีความคุ้นเคยกับป่าแถบเกาะเป็นอย่างดี แต่มอแกนจะรู้สึกสบายใจที่จะอยู่ในทะเลมากกว่าอยู่ในป่า เวลาส่วนใหญ่ของชาวมอแกนอยู่ในทะเลมากกว่าป่า เมื่อมอแกนมีการสร้างกระท่อมบนหาดชายฝั่ง โดยเฉพาะบริเวณหาดทรายที่น้ำขึ้นถึง แม้ว่าจะมีที่ราบโล่งด้านในใกล้ชายป่า แต่มอแกนจะไม่สร้างกระท่อมบริเวณนั้น
เด็กมอแกนคุ้นเคยกับทะเลมาตั้งแต่เด็ก บางคนว่ายน้ำได้พร้อมๆกับที่เดินได้ พ่อแม่จะปล่อยให้เด็กเล็กๆ พายเรือเล็กแล่นโดยลำพังโดยไม่ต้องมีใครดูแล ในทางตรงกันข้ามมอแกนไม่ชอบเข้าป่าโดยลำพัง นอกเสียจากว่าจะเข้าไปหาไม้ฟืน ในบริเวณใกล้ๆหมู่บ้าน มีชีวิตที่ผูกพันกับท้องทะเลมาเป็นเวลาหลายร้อยปี จึงมีความเชี่ยวชาญกับการเดินเรือ การว่ายน้ำ ดำน้ำ และการทำมาหากินทางทะเล และมีความรู้ที่เกี่ยวกับป่าและพรรณไม้ที่หลากหลาย เนื่องจากการเข้าป่าเพื่อที่จะตัดไม้และใบไม้มาทำเรือ บ้าน เป็นต้น และยังสามารถใช้สมุนไพรบางชนิดเพื่อรักษาโรคได้ด้วย

             การทำมาหากินของมอแกนที่เน้นการยังชีพแบบวันต่อวัน แต่อันที่จริงแล้วการค้าขายแลกเปลี่ยนเป็นส่วนสำคัญของชีวิต เนื่องจากข้าวสาร เครื่องมือเครื่องใช้ที่สำคัญ ล้วนได้มาจากในเมืองแทบทั้งสิ้น ในช่วงการเก็บแร่เป็นอาชีพหลักของผู้คนแถบชายฝั่งทะเลพังงา มอแกนบางคนเดินทางเพื่อไปรับจ้างเก็บแร่ ในปัจจุบันยังมีมอแกนส่วนหนึ่งที่เข้าฝั่งเพื่อทำงานต่างๆ แต่มักจะทำได้ไม่นานนัก และหวนกลับมาดำรงชีพแบบเดิมอีก เดิมวิถีชีวิตของมอแกนถูกกำหนดโดยธรรมชาติโดยเฉพาะลมมรสุม และน้ำขึ้นน้ำลง เมื่อถึงฤดูมรสุมตะวันตกเฉียงใต้มาถึง ป่าจะอุดมสมบูรณ์ไปด้วยอาหารนานาชนิดหัวมันและหัวกลอยที่สะสมคาร์โบไฮเดรตได้อย่างสมบูรณ์ หน่อไม้เริ่มผลิยอดออกมาตามกอไผ่ ไม้ป่าหลายชนิดทยอยกันออกผล ดังนั้นแม้ว่าจะมีฝนตกหนักติดกันเป็นช่วงๆและมอแกนออกทะเลได้น้อยลง ก็ยังสามารถพึ่งพาอาหารจากป่าได้อย่างเต็มที่ มอแกนยังใช้เท้าเปล่าออกหากินทั้งในทะเลละบนบก แม้ว่าบนพื้นที่ป่าที่เต็มไปด้วยกิ่งไม้และมีหนามอันตรายจากสัตว์มีพิษ มอแกนก็ยังถนัดที่จะเดินด้วยเท้าเปล่า มอแกนมีแหล่งเก็บอาหารป่าอยู่มากมาย และมักจะเปลี่ยนที่หาอาหารอยู่เรื่อยๆในการเก็บอาหารภายในป่า มอแกนจะเข้ากันเป็นกลุ่ม และแยกย้ายกันเข้าไปเดินลึกเข้าไปในป่า ซึ่งมักจะเป็นพื้นที่ลาดชัน เนื่องจากภูมิสัณฐานของเกาะสุรินทร์มีลักษณะเป็นหินแกรนิตยุบตัว มอแกนจะมีการจะร้องเรียกกันอยู่เป็นระยะๆ ให้แน่ใจว่าไม่เดินห่างไกลจนเกินเรียกไม่ได้ยิน ป่าเป็นสถานที่รกทึบที่มอแกนไม่คุ้นเคยเท่าพื้นที่โล่งเช่นทะเล ดังนั้นมอแกนจะไม่เข้าป่าตามลำพัง


http://www.klongdigital.com/images _webboard3/id_30966_13.jpg

เรือของชาวมอแกน

 เรือของมอแกนเป็นทั้งพาหนะและบ้าน เรือ หรือ ก่าบาง ส่วนต่างๆของเรือมาจากคำที่เรียกอวัยวะของมนุษย์ เช่น หละแก้ (ท้อง) ตะบิน (แก้ม) ตู่โก๊ะ (คอ) บ่าฮ้อย (ไหล่) และตะบิ้ง (ซี่โครง) ดังนั้นสำหรับชาวมอแกนเรือก็เหมือนมนุษย์คนหนึ่ง "เรือ" เปรียบเสมือน "บ้าน" ของชาวเล โดยเรือมักจะมีความยาวประมาณ 20-25 ฟุต แต่บางกลุ่มก็จะสร้างบ้านชั่วคราวบนฝั่ง ทำจากใบปาล์มหรือมะพร้าว ยกพื้นสูง ไม่มีระเบียง แต่ในปัจจุบันชาวเลก็เริ่มสร้างบ้านเรือนเลียนแบบคนบนฝั่ง เป็นแบบถาวร โดยใช้ไม้จากป่าชายเลน เช่นไม้โกงกาง หลังคามุงจาก กั้นฝาด้วยจากหรือไม้ไผ่ การดำรงชีพของชาวเลหลัก ๆ ยังคงพึ่งพาการ "จับปลา" ทำประมงน้ำตื้น และที่เสริมเข้ามาในยุคหลัง ๆ ก็คือ "รับจ้างนายทุน" งมสิ่งของในทะเล เช่น เปลือกหอยแปลก ๆ หรือรับจ้างทั่วไป ที่เห็นกันอยู่ไม่ใช่เรือไม้ระกำ (ไม้ระกำมีลักษณะเป็นท่อนเล็กเรียวแบบต้นอ้อย) สมัยนี้มอแกนใช้ไม้กระดานทำเรือกันหมดแล้ว เรือไม้ระกำเหลือเพียงไม่กี่ลำในพม่า มอแกนส่วนใหญ่เลิกใช้ไม้ระกำเสริมกราบเรือแล้ว เพราะไม้ระกำมีอายุใช้งานเพียง 3-6 เดือนเท่านั้น มอแกนหันมาใช้ไม้กระดานเนื่องจากมีความคงทน ใช้ได้นานหลายปี ส่วนมากเรือนั้นใช้ได้นานหลายสิบปี และบางทียังสืบทอดมาถึงรุ่นลูกหลานด้วย หลังจากที่มอแกนหันมาใช้ไม้กระดาน ใบเรือก็หมดประโยชน์ใช้สอยไปด้วย เนื่องจากเรือไม้กระดานมีน้ำหนักมาก ต้องขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์แม้ว่าจะเริ่มซึมซับค่านิยมทางวัตถุมากขึ้นเรื่อย ๆ

 

การแต่งกายของชาวมอแกน

สมัยก่อนผู้ชายนุ่งผ้าเตี่ยว ไม่สวมเสื้อ ผู้หญิงนุ่งกระโจมอกด้วยผ้าโสร่ง หรือผ้าถุง ไม่สวมเสื้อปัจจุบันมอเเกนแต่งกายเหมือนคนพื้นเมืองมากขึ้น ผู้ชายหันมานุ่งกางเกง ผู้หญิงนุ่งผ้าถุง สวมเสื้อ บางคนใช้เครื่องสำอางและ สวมเครื่องประดับ

 

การเปลี่ยนแปลงไปของชาวมอแกน


               มอแกนจะอยู่เร่ร่อนไปเรื่อย เดิมจริงอยู่ที่พม่า มีอาชีพหลักทำประมง ค่ำไหนนอนนั่น ช่วงไหนติดหน้ามรสุมจะเดินทางมาหากินในแถบนี้ ถ้าถึงอ่าวไหนก็จะพักที่อ่าวนั้น พอเสร็จภารกิจหาปลาก็จะกลับไปถิ่นฐานที่เกาะย่านเชือก ประเทศพม่า เพราะเป็นชุมชนใหญ่ของชาวมอแกน แต่พอมาสร้างเพิงอยู่ริมน้ำที่หมู่เกาะสุรินทร์ บางส่วนจึงตกลงใจตั้งหลักปักฐาน
ชาวมอแกนเป็นชนเผ่าที่เร่ร่อนมาจากประเทศพม่าโดยใช้เรือที่ทำจากไม้ระกำสานเป็นเรือล่องมาตามชายฝั่งทะเลและหมู่เกาะต่างๆ ค่ำไหนนอนนั่น พักหลบพายุเมื่อ 100 กว่าปีที่ผ่านมา และมาปักหลักอยู่ที่หมู่เกาะสุรินทร์ เนื่องจากภูมิประเทศเหมาะต่อการพักอาศัย มีทั้งน้ำจืดและมีป่าไม้สมบูรณ์ มีภูเขาเป็นชัยภูมิที่เหมาะสมเวลาหนีหลบมรสุมต่างๆ เดิมมอแกนนุ่งน้อยห่มน้อย ผู้หญิงไม่ใส่เสื้อ ไม่มีอาชีพ ผู้ชายจะหาปลาเพื่อบริโภคภายในครอบครัว ไม่สะสมเงินทอง ผู้หญิงจะอยู่บ้านเลี้ยงลูก มีขนบธรรมเนียมประเพณีของตัวเอง ไม่นับถือศาสนาใดๆ แต่จะนับถือผี พอเจ็บไข้ได้ป่วยจะให้หมอผีรักษา แต่ก่อนบ้านจะอยู่บนเรือ แต่ตอนหลังสร้างอยู่ริมทะเลเป็นเพิงหลังคามุงจาก
วิถีชีวิตชาวมอแกนเปลี่ยนไป ทางอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์จ้างมาทำงานในฤดูท่องเที่ยว ผู้ชายมีหน้าที่ถือเรือขับเรือพานักท่องเที่ยวไปชมธรรมชาติรอบๆ เกาะ ได้รับเงินเดือน เดือนละ 3,000 บาท ส่วนผู้หญิงก็ทำความสะอาด กวาดขยะเป็นแม่บ้าน จากคนที่ไม่เคยใช้เงิน ก็หันมาใช้เงินแทนแลกของกัน ทางอุทยานฯจะจ้าง 6 เดือนในช่วงเดือนท่องเที่ยว พอหมดเดือนท่องเที่ยว ทางอุทยานฯ ก็จะปิดเกาะราวเดือนพฤศจิกายน ซึ่งชาวมอแกนที่จ้างมาทำงานจะกลับไปหาปลาตามเดิม ปัจจุบันการดำเนินชีวิตของชาวมอแกนเปลี่ยนไป จากการหาปลาเป็นอาชีพหลัก กลายเป็นหาปลาช่วงไม่ได้ทำงานรับจ้างจากอุทยานหมู่เกาะสุรินทร์ เพราะวัฒนธรรมของคนเมืองเข้าไปมีอิทธิพลมาก ผู้ชายมอแกนจากนุ่งน้อยห่มน้อยมาใส่กางเกงขายาว และสวมเสี้อ มองแล้วเหมือนคนเมือง ใช้ชีวิตแบบคนเมือง มีอาชีพ สะสมเงินทอง เอาไว้ใช้จ่ายยามไม่ได้ทำงาน เวลาเจ็บป่วยจะขึ้นฝั่งไปหาหมอในเมืองเพื่อรักษา

 

อ้างอิง

ประเทือง เครือหงส์. ชาวน้ำ (ชาวเล) ในเมืองไทย.กรุงเทพ : สำนักพิมพ์บรรณกิจ, 2539.

วิศิษฐ์ มะยะเฉียว และคณะ. ชาวเล การศึกษาเบื้องต้นทางมานุษยวิทยาวัฒนธรรม โครงการโบราณคดีกรุงเทพฯ : สำนักโบราณคดี กรมศิลปากร, 2526

อรรถกร ภาคีรุณ.ก่อนจะเหลือเผ่าพันธุ์สุดท้าย.นนทบุรี.สำนักพิพ์ธารบัวแก้ว,2544

Ivanoff, Jacques. The Moken Boat : Symbolic technology. Bangkok : White Lotus Press,1999