หมาตักน้ำ

ภาพประกอบจาก museum.socio.tu.ac.th/

 

 

หมาตักน้ำ

ภาพประกอบจาก  /museum.socio.tu.ac.th

กล่าวนำ

มนุษย์รู้จักนำวัสดุจาก ธรรมชาติมาสร้างเป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ อย่างง่ายๆ เช่น เครื่องมือหินกระเทาะ นอกจาก เครื่องมือหินดังกล่าวแล้ว มนุษย์ยังได้นำวัสดุอย่างอื่นมาทำเป็นเครื่องมือ เครื่องใช้เพื่อสนองประโยชน์ใช้สอยการดำรงชีวิตของมนุษย์ และวิวัฒนาการเรื่อยมาจากคนรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่งต่อกันไป เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ได้ดีที่สุดมีการพัฒนา รูปแบบผลิตภัณฑ์ให้สวยงามน่าใช้ในการอุปโภคบริโภค หรือใช้สอยในพิธีกรรมทางศาสนา และวัฒนธรรมขนบธรรมเนียม ประเพณีของแต่ละท้องถิ่นในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศเป็นมรดกสืบทอดอันยาวนานจนกลายเป็นหัตถกรรมทางภูมิปัญญา
ถ้าจะกล่าวถึงภูมิปัญญาพื้นบ้าน อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นภูมิปัญญาที่มาจากสภาวะธรรมชาติ ผนวกกับ การสร้างสรรค์ เป็นกลไกและเงื่อนไขที่ก่อให้เกิดขึ้น หรือเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดของปัจจัยในด้านต่าง ๆ และสิ่งที่ต้องเผชิญสิ่งเหล่านี้ค่อย ๆ สั่งสมจนตกผลึกเป็นภูมิปัญญา ซึ่งล้วนสั่งสมงอกงามขึ้นจากความรอบรู้ประสบการณ์ผนวกด้วยญาณทัศนะเป็นรากฐาน
สภาพความเป็นอยู่ของผู้คนในอดีตกาลที่แทบจะไม่มีเทคโนโลยีเข้ามาข้องเกี่ยวกับวิถีชีวิตเมื่อนำวัสดุจากธรรมชาติรอบตัว

มาผนวกกับภูมิปัญญาพื้นบ้าน จึงได้เครื่องมือเครื่องใช้ที่สามารถให้ประโยชน์และสอดคล้องกับวิถีชีวิตเป็นอย่างดี เช่น เครื่องจักสานเสื่อกระจูด ย่านลิเภา หมาตักน้ำครุ หรือกระออม และโดยเฉพาะหมาตักน้ำ ที่มาจากต้นหมาก และต้นจาก ที่มีมากในภาคใต้ด้วยสภาพทางชีวภาพและกายภาพที่พืชใบเลี้ยงเดี่ยว สามารถเติบโตได้ดีในสภาพภูมิประเทศร้อนชื้นของภาคใต้

หมาตักน้ำใบจาก

ภาพประกอบจาก http://www.gun.in.th/board/

index.php?topic=72754.60 

หมาตักน้ำกากหมาก

ภาพประกอบจาก http://museum.socio.tu.ac.th/

หมาตักน้ำ

  ตีหมา  มาจากคำภาษามลายูว่า "ตีมอ, ตีมา" แปลว่า ถัง, ถังน้ำ, ถังตักน้ำ หมาตักน้ำ ก็คือ ตีหมาตักน้ำ ในภาษาสะกอม อันมีรากศัพท์มาจากภาษามลายูว่า "ตีมอ" “หมา”
“ติหมา” เป็นภาชนะตักน้ำอย่างหนึ่งของชาวภาคใต้ ทำด้วยกาบหรือใบของพืชตระกูลปาล์มที่หาได้ในท้องถิ่น การเรียกชื่อบางครั้งจึงมีชื่อของพืชที่นำมาเป็นวัสดุทำต่อท้ายด้วย เช่น ถ้าทำจากใบจากก็เรียกว่า"หมาจาก" ถ้าทำจากต้อหมาก (กาบหมาก) ก็เรียกว่า "หมาต้อ" ถ้าทำจากกาบเหลาชะโอนก็เรียกว่า "หมาต้อหลาวโอน" (หรือ "หมาต้อ" เช่นเดียวกัน) แต่บางคนก็ใช้คำว่า "หมา" "ติหมา" หรือ "หมาตักน้ำ" รวม ๆ กันไปโดยไม่คำนึงถึงวัสดุที่ใช้ทำในท้องถิ่นบางแห่ง
ทางภาคใต้มีการใช้คำว่า " หมา " ในความหมายที่กว้างออกไป หมายถึงภาชนะตักน้ำปัจจุบันเรียกภาชนะตักน้ำที่ทำด้วยสังกะสี อะลูมิเนียม หรือเหล็กว่า "หมาถัง" หรือ "หมาถั้ง" ที่ทำด้วยพลาสติกก็เรียกว่า "หมาพลาสติก" อันเป็นการรักษาชื่อเต็มที่ขึ้นต้นด้วย "หมา" เอาไว้ ศัพท์คำว่า "หมา" หรือ "ติหมา"นี้ บางท่านว่ามิใช่คำไทยแท้ แต่เป็นคำที่มาจากภาษามาลายูว่า "Timba" ซึ่งหมายถึง ภาชนะตักน้ำที่ทำด้วยกาบหมาก ในบรรดาหมาที่ทำจากพืชตระกูลปาล์มในท้องถิ่นภาคใต้หมาจากมักจะเป็นที่นิยมทำ และใช้กันมากกว่าชนิดอื่น ๆ ประกอบกับเห็นว่ามีรูปลักษณะสวยงามและมีกรรมวิธีการทำที่น่าสนใจกว่าหมาชนิดอื่น ซึ่งทำขึ้นเพียงเอากาบมาห่อตัวเป็นรูปหมาเท่านั้น ในที่นี้จึงกล่าวถึงเฉพาะการทำหมาจากเท่านั้น

หมาจาก

ภาพประกอบจาก http://www.klongrua.com/board/view.php?id=0115

 

หมาทำจากกาบหมาก

ภาพประกอบจาก   http://museum.socio.tu.ac.th/

1

กาบหมากที่เหมาะาำหรับทำหมาตักน้ำ

ภาพประกอบจาก http://kanchanapisek.or.th/oncc-cgi/text.cgi?no=8702

ชนิดของหมาตักน้ำ

                ชนิดตามลักษณะของการผูกปลายของตัวหมาให้เป็นที่ถือคือ "หมาโผ้" (โผ้ - ตัวผู้) หมายถึง หมาที่เอาปลายทั้ง 2 มาผูกไขว้กัน "หมาเหมีย"(เหมีย - ตัวเมีย) หมายถึงหมาที่เอาปลายทั้ง 2 ข้างมาสอดผูกแนบกัน

หมาตักน้ำ

ภาพประกอบจาก http://museum.socio.tu.ac.th/

 

 

ครุตักน้ำ

ภาพประกอบจากhttp://www.nectec.or.th/oncc/province/pictures/e12/srisa2-206-2-2.jpg

 

 

การใช้งานครุตักน้ำ

ภาพประกอบจาก   http://www.moohin.com/about-thailand/oldcity/tak43.jpg

วิธีการทำ

   การทำหมาตักน้ำด้วยใบจาก   เริ่มด้วยตัดเอายอดจากซึ่งเป็นยอดอ่อนที่รวมกันแน่น และยังไม่แตกออกเป็นใบ (ถ้ายอดเริ่มแตกใบก็แสดงว่าใบเริ่มแก่แล้วใช้ไม่ได้) นำเอายอดนั้นมาตัดเอาแต่ละใบที่เห็นว่ามีขนาดพอจะใช้ทำหมาได้ ตากแดดให้พอหมาด ๆ เพื่อนำไปสอดได้สะดวก การสอดหมาจากต้องคลี่ใบออกข้างหนึ่งแล้วสอดต่อกันกลับหัวกลับหางไปเรื่อย ๆ  จนได้ขนาดตามที่ต้องการ จากนั้นรวบปลายทั้ง 2 ข้างเข้าหากันเพื่อผูกติดกันเป็นที่ถือ เวลาจะใช้ตักน้ำ ก็ได้หมาจากตามต้องการ  หมาที่ทำเสร็จแล้วอาจมีขนาดใหญ่ - เล็กต่างกัน ขึ้นอยู่กับขนาดความยาวและใหญ่ของจากที่นำมาสอดและจำนวนใบที่ใช้สอย และถ้าต้องการให้หมานั้นสวยงามและทนทานใบจากไม่แยกออกจากกันง่าย ๆ ก็ใช้หวายหรือคล้าแทงเย็บรอยต่อระหว่างใบจากแต่ละใบตามแนวขวางของใบจากที่สอดกันนั้น โดยพยายามเย็บให้เป็นแนวตรงส่วนกลางของหมา เพราะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยพยุงในการรับน้ำหนักของน้ำ การเย็บนี้อาจเย็บหลายแถวก็ได้ แต่ถ้าเป็นหมาขนาดเล็กไม่จำเป็นต้องเย็บ
หมาจากนอกจากจะใช้ตักน้ำแล้วยังใช้วิดน้ำในเรือ  ตักน้ำผึ้งจากกะทะ  ตักน้ำล้างหน้า  ล้างเท้า  ใช้เก็บสิ่งของต่าง ๆ  นับได้ว่าหมาจากเป็นสิ่งอำนวยประโยชน์ได้อย่างกว้างขวาง   ยิ่งไปกว่านั้นหมาจากยังกลายเป็นสินค้าพื้นเมืองที่สามารถทำรายได้ให้คนในท้องถิ่นได้อีกด้วย ปัจจุบันมีการใช้หมาลดลง เพราะมีเครื่องใช้ที่ผลิตจากพลาสติก หรือเครื่องสูบน้ำ มาทดแทนซึ่งมีความสะดวกกว่า คาดว่าในไม่ช้าอาจจะไม่พบเห็นเครื่องใช้ชนิดนี้อีก

 

 

 

 

 

ประโยชน์ของหมาตักน้ำ

   นอกจากทำด้วยวัสดุที่หาง่ายในท้องถิ่นภาคใต้ และราคาไม่แพงแล้ว ยังเป็นสิ่งที่มีคุณสมบัติเหมาะสมต่อการใช้อีกหลายประการ เช่นมีน้ำหนักเบา มีที่ยึดถือหรือสำหรับผูก และสามารถตะแคงหรือคว่ำตัวได้เองเพียงแต่วางบนผิวน้ำ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมของการคิดที่สัมพันธ์กับการใช้งานของชาวบ้าน
         หมาจึงเป็นภาชนะที่นิยมใช้กันทั่วไปในภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ตักน้ำในบ่อ ในสระ หรือในพัง ซึ่งผู้ใช้ไม่ต้องออกแรงกระตุกเหมือนการใช้ภาชนะสมัยใหม่ นอกจากนั้นชาวบ้านยังใช้หมาในทางอื่น ๆ อีก เช่น ใช้วิดน้ำเรือ ตลอดจนใช้ตักน้ำอย่างเช่นภาชนะตักน้ำอื่น ๆ ทั่วไปด้วย ในขณะที่ทางภาคใต้ใช้ “หมา” ในการตักน้ำ แต่ในภาคกลางจะเรียกว่า “ ครุ” หรือกระออม  เป็นลักษณะของตะกร้าสานตักน้ำ ภาชนะสานด้วยไม้ไผ่  ใช้ตักน้ำหรือหิ้ว  หรือหาบคอน
ตามหลักฐานที่ปรากฏในตำนานของชาติไทยกล่าวถึงเครื่องจักสานที่เรียกว่า ชะลอม กระออม หรือครุ ว่ามีบทบาทสำคัญในการต่อสู้ให้พ้นอำนาจจากขอม จนได้อิสระภาพ และเริ่มตั้งประเทศไทยขึ้น ดังปรากฏ ในบันทึกพงศาวดารเหนือเรื่อง พระร่วง เป็นผู้คิดริเริ่มทำเครื่องจักสานด้วยไม้ไผ่ และหวายโดยสานเป็นตาถี่ ที่เรียกว่าชะลอม หรือกระออม และมีชันยาทาภายในโดยรอบเพื่อใช้ตักน้ำไม่รั่ว น้ำหนักเบา ขนย้ายง่ายสะดวกกว่าการใช้เครื่องปั้นดินเผา ในสมัย นั้นกระออมหรือครุ จัดว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่คิดขึ้นใหม่ ประชาชนจึงตื่นเต้นเห็นเป็นของวิเศษ ส่งผลให้มีความเชื่อมั่นในบุญบารมี ของพระร่วง ข้าศึกขอมกลัวเกรงพากันหลบหนีไป พระร่วงจึงเป็นหัวหน้าทำการสงครามรบชนะข้าศึก เป็นอิสรภาพพ้นอำนาจ จากขอมและตั้งประเทศไทยขึ้น เป็นกษัตริย์ปกครอง โดยยกเมืองสุโขทัยเป็นราชธานีตั้งแต่นั้นมา
วิธีการทำครุ
ในสมัยก่อนไม่มีถังเหมือนในปัจจุบันนี้ จึงนำไม้ไผ่มาสานเป็นตะกร้าหรือครุ แล้วใช้ชันบดละเอียดผสมกับน้ำมันยางทานำไปผึ่งแดดให้แห้งเก็บไว้ในที่ร่ม ก่อนจะใช้ตักน้ำเป็นภาชนะที่สานด้วยไม้ไผ่รูปร่างคล้ายชะลอมคล้ายตะกร้า และใช้ชันนำไปฉาบทาด้วยชันกันน้ำรั่วซึม
จากงานวิจัยเรื่อง การศึกษาหัตถกรรมจักสานครุน้อย บ้านสะอาง ตำบลห้วยเหนือ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ พบว่า ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมในวิถีชีวิตของชาวบ้าน พบว่า ชาวบ้านสะอางในอดีตใช้ภูมิปัญญาเพื่อช่วยเหลือตัวเอง ผลิตปัจจัยการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ เช่น ครุตักน้ำไว้ใช้สอยในครัวเรือน เพราะพื้นที่บริเวณเขตอำเภอขุขันธ์ และบ้านสะอาง มีสภาพเป็นป่าเบญจพรรณ มีต้นสะแบง ให้ผลผลิตน้ำมันยาง (ขี้ยาง) และต้นจิกให้ผลผลิตชัน (ขี้ซี) นำมาผสมกันใช้สำหรับทาครุกันน้ำรั่วซึมใช้สำหรับตักน้ำ แต่ในปัจจุบันป่าถูกจับจองเป็นพื้นที่นา คงเหลือต้นไม้ที่ให้ผลผลิตน้ำมันยาง และชันจำนวนน้อยมาก ต้องหาซื้อจากที่อื่นและมีราคาแพง ประกอบกับปัจจุบันไม่นิยมใช้ครุไปตักน้ำ เนื่องจากมีครุสังกะสีที่คงทนกว่าและมีราคาถูกกว่ามาแทนที่ ชาวบ้านจึงเลิกสานครุขนาดใหญ่ขาย ต่อมามีการดัดแปลงหาทางออกเพื่อจะสานครุขายให้ได้ราคาดี ประมาณปี พ.ศ. 2494 นายบุญทิศ ดวงจันทร์ ประชาชนชาวบ้านสะอาง เป็นผู้ดัดแปลงการสานขนาดของครุจากขนาดใหญ่ให้เล็กลง เรียกว่า “ครุน้อย” ครุน้อยที่นายบุญทิศ ดวงจันทร์ สานเป็นที่สนใจของท้องตลาด จึงมีชาวบ้านทำตามสืบมาจนถึงปัจจุบัน

 

 

 

สรุป

ด้วยเหตุปัจจัยทางสภาพทางกายภาพและชีวภาพ ทำให้เห็นได้ว่าของที่ใช้ประโยชน์อย่างเดียวกัน แต่มีรูปแบบต่างกัน เช่น ในภาคใต้มีต้นหมากเป็นจำนวนมาก แต่ในภาคกลางและภาคอีสานมีต้นไผ่เป็นจำนวนมาก ภูมิปัญญาพื้นบ้านในแต่ละท้องถิ่นจึงออกมาในรูปแบบที่แตกต่างกันตามแต่ประเภทของวัสดุที่นำมาใช้
สรุปได้ว่า ภาชนะสำหรับตักน้ำมีจุดประสงค์เดียวกันคือสำหรับตักน้ำ ซึ่งสภาพพื้นที่แต่ละภาค และพืชที่เติบโตตามสภาพพื้นที่หรือพืชประจำถิ่นจะเป็นสิ่งที่จะกำหนดรูปแบบสร้างสรรค์ทางภูมิปัญญาที่เห็นได้ชัดก็คือ หมาตักน้ำ กับ ครุตักน้ำ หรือกระออม เป็นต้น

 

 

 

 

 

 

อ้างอิง

วัฒนธรรมพัฒนาการทางประวัติศาสตร์. เอกลักษณ์และภูมิปัญญา จังหวัดบุรีรัมย์
สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคใต้ เล่ม 17.  กรุงเทพ :  มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย,
ธนาคารไทยพาณิชย์, 2542.
http://www.sacict.net/research/T152.doc
http://www.dei.ac.th/index/content/art_003.html
http://www.tat.or.th/south02/travelproductdet.asp?prov_id=80&id=59&dept_id=4
http://www.thakhanon.com/htdocs/modules/news/article.php?storyid=6
http://www.geocities.com/tongsth/folk-kru.htm
http://lanna.mju.ac.th/