ความเป็นมาของเหรียญกษาปณ์ในประเทศไทย

 

 

ที่มา: blog.eduzones.com

 

บทนำ

 

          เงิน นอกจากจะหมายถึงแร่โลหะชนิดหนึ่งแล้ว ยังหมายถึง สัญลักษณ์ที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนค้าขาย ในสมัยโบราณ การค้าขายยังเป็นการแลกเปลี่ยนสินค้ากัน ต่อมาการแลกเปลี่ยนค้าขายขยายตัวมากขึ้น การแลกเปลี่ยนสินค้าต่อสินค้าทำได้ไม่สะดวก จึงมีการสร้างเงินตราขึ้นเพื่อใช้ในการแลกเปลี่ยนค้าขาย
          ดินแดนไทยมีการนำโลหะเงินมาใช้เป็นเงินตราตั้งแต่สมัยสุโขทัยโดยเงินดังกล่าวลักษณะเฉพาะตัว รูปร่างคล้ายตัวด้วง จึงเรียกเงินตรานั้นว่า เงินพดด้วง นอกจากนี้ ในบริเวณต่างๆ ในดินแดนไทยยังมีการใช้เงินตรารูปแบบต่างๆ ตามแต่ละพื้นที่ เช่น ในเขตอีสาน มีการใช้เงินฮ้อย เงินฮาง ในเขตภาคเหนือ ใช้เงินดอกไม้ เงินท้อก เป็นต้น
          ต่อมา ในปี พ.ศ. 2398 ประเทศไทยได้ลงนามในสนธิสัญญาเบาว์ริงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบเศรษฐกิจครั้งใหญ่ และต่อมามีการทำสนธิสัญญาในลักษณะเดียวกันกับชาติตะวันตกอื่นๆ อีก เช่น สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส โปรตุเกส เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ ผลของสนธิสัญญาทำให้ระบบการค้าเปลี่ยนเป็นระบบการค้าเสรี เงินพดด้วงที่ใช้อยู่เดิมไม่สามารถผลิตได้เพียงพอกับความต้องการ จึงมีการนำเหรียญ-กษาปณ์มาใช้ในเวลาต่อมาจนถึงปัจจุบัน
          แม้ปัจจุบันมีการใช้เงินตราในรูปแบบหลากหลายกว่าในอดีต แต่เงินตราในอดีตก็ยังมีคุณค่าแก่คนปัจจุบัน ในการเรียนรู้และเข้าใจเรื่องราวในอดีตผ่านวัตถุที่เรียกว่า “เงิน”

เงินพดด้วง : เงินตราชนิดแรกของไทย

 

          ในเขตภาคกลางของประเทศไทยได้มีการผลิตเงินตราขึ้นเองมาตั้งแต่สมัยก่อนสุโขทัย เงินตราดังกล่าวมีลักษณะคล้ายตัวด้วง ชาวไทยจึงเรียกเงินตรานั้นว่า เงินพดด้วง เงินพดด้วงในสมัยสุโขทัยจะมีการประทับตรามากกว่า 2 ดวง โดยมีลายเป็นรูปสัตว์ชั้นสูง เช่น วัว กระต่าย สังข์ และราชสีห์ ในสมัยอื่นๆ ต่อมาจึงมีการประทับตราเพียง 2 ดวง
          ในการทำเงินพดด้วงจะใช้หน่วยน้ำหนักเป็นหน่วยของเงินตรา ระบบน้ำหนักที่นำมาใช้เป็นของ  ชนชาติไท โดยใช้เพียง 5 หน่วย คือ ไพ เฟื้อง สลึง บาท และตำลึง อย่างไรก็ตาม บางสมัยมีการผลิตเงินขนาดสองไพมาใช้ เนื่องจากเงินจำนวนไพมีขนาดเล็กไป บางสมัยที่เศรษฐกิจเฟื่องฟูมาก ก็มีการผลิตเงิน พดด้วงขนาดกึ่งบาท และขนาด 2 บาทขึ้น
          ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หลังจากประเทศไทยลงนามในสนธิสัญญาเบาว์ริง การค้ากับต่างประเทศขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้การผลิตเงินพดด้วงที่ทำด้วยมือนั้น ไม่เพียงพอต่อความต้องการ จึงทรงพระราชดำริให้มีการนำเงินเหรียญเข้ามาใช้ โดยยังคงให้มีการใช้เงินพดด้วงอยู่แต่ไม่มีการผลิตเพิ่มเติม จนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หลังจากมีการนำธนบัตรมาใช้เป็นเงินตราแล้ว จึงโปรดเกล้าฯ ให้เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติออกประกาศยกเลิกการใช้เงินพดด้วงทุกประเภท ตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ.2447

 

 

 

 

เบี้ย: เปลือกหอยจากต่างแดนที่ใช้เป็นเงินตรา

 

          หอยเบี้ย เป็นเงินตราที่มีการใช้กันอย่างกว้างขว้างในทวีปเอเชียและแอฟริกา เนื่องจากหอยเบี้ยมีลักษณะเหมือนกันทุกตัว จึงจดจำรูปลักษณะได้ง่าย และหอยเบี้ยเป็นหอยที่หาได้ยาก หาได้ในบริเวณมหาสมุทรอินเดีย แต่มีจำนวนมากพอที่จะนำมาใช้เป็นเงินตราได้ มีขนาดพอเหมาะ พกพาได้สะดวก นับจำนวนง่าย
          การใช้เบี้ยเป็นเงินตรา ปรากฏร่องรอยมาตั้งแต่สมัยก่อนสุโขทัยแล้ว จนถึงสมัยสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ผลิตเหรียญโลหะเรียกว่า “กะแปะจีนและโสฬส” ขึ้นใช้ เบี้ยจึงหายไปจากระบบเงินตรา
          นอกจากนี้ในราว พ.ศ. 2287 สมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เกิดการขาดแคลนหอยเบี้ย จึงโปรดเกล้าฯ ให้ทำดินเผาตีตราขนาดต่างๆ ขึ้นใช้แทนเบี้ย เรียกว่า “ประกับ”

 

 

 

 

เงินอาณาจักรต่างๆ ในประเทศไทย

 

 เงินตราล้านช้าง
          เมื่ออาณาจักรสุโขทัยเสื่อมอำนาจลง พื้นที่แถบฝั่งแม่น้ำโขงได้รวมตัวเป็นอาณาจักรบ้านช้าง มีระบบเงินตราใช้ร่วมกัน คือ เงินฮ้อย เงินลาด เงินลาดฮ้อย นอกจากนี้ยังมีเงินฮาง เงินตู้จากประเทศอันนัมใช้ด้วย


เงินฮ้อย เป็นเงินที่เจือด้วยธาตุทองแดง ทองเหลือง เนื้อเงินไม่บริสุทธิ์ มีรูปลักษณะคล้ายเรือชะล่า หัวท้ายเรียวเล็ก มีตุ่มอยู่อยู่รอบๆ แท่ง บริเวณกลางแท่งมีการตีตราประจำเมืองด้วย


เงินลาด เป็นเงินปลีกทำด้วยทองแดงและทองเหลืองปนกัน รูปร่างคล้ายเงินฮ้อย มีผิวเรียบ มีการตีตราประจำเมืองไว้ตรงกลาง


เงินฮาง เป็นเงินที่มีเนื้อเงินบริสุทธิ์  มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า คล้ายราง มีขอบสูงขึ้นมาเล็กน้อย


เงินตู้ มีเนื้อเงินบริสุทธิ์มีลักษณะคล้ายเงินฮาง รูปร่างเป็นแท่งสี่เหลี่ยม แต่ไม่มีขอบ

 

เงินตราล้านนา
          อาณาจักรล้านนา มีระบบเงินตราเป็นของตนเองประกอบด้วยเงินมูลค่าต่ำ เรียกว่า เงินท้อก  ได้แก่ เงินใบไม้ เงินวงตีนม้า เงินปากหมุ ส่วนเงินที่มีค่าสูงได้แก่ เงินเจียง เงินผักชี นอกจากนี้ยังมีการใช้เงินไซซีของจีนในการค้าตามชายแดนอีกด้วย


เงินท้อก มี 2 ลักษณะ คือ ชนิดราบและชนิดหลังโข่งมาก หรือเรียกว่า เงินหอยโข่ง ขนาดที่ใช้มี 2 ขนาด คือ ขนาดใหญ่เรียกว่า เล่ม น้ำหนัก 5 บาท ขนาดเล็กเรียกว่า ป้าง สามารถแบ่งได้ไปจนถึง 1 เฟื้อง


เงินเจียง มีลักษณะเป็นขาโค้ง 2 ขาติดกัน มีการตีตราประจำเมืองที่ผลิต ตราเจ้าเมือง และน้ำหนัก


เงินตราศรีวิชัย
ดินแดนแถบคาบสมุทรสุวรรณภูมิ เป็นดินแดนเมืองท่าที่สำคัญ และได้รวมตัวกันเกิดเป็น อาณาจักรศรีวิชัย มีระบบเงินตราที่ใช้มีทั้ง เงินดอกจันทน์ เงินนโม เป็นต้น


เงินดอกจันทน์ เหรียญเงินประทับตราดอกจันทน์ด้านหน้า ด้านหลังมีอักษรสันสกฤตคำว่า “วร” ปัจจุบันเรียกว่า “เงินดอกจันทน์” นำมาใช้เป็นเงินตราของอาณาจักรศรีวิชัย ระหว่างราวพุทธศตวรรษที่ 13-18


เงินนโม มีลักษณะคล้ายเงินพดด้วง ตอกตราอักษรภาษาสันสกฤตโบราณตัว “น” เรียกว่า “เงินนโม” ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าใช้ในช่วงสมัยใด

 

 

แรกเริ่มเหรียญกษาปณ์ไทย

 

          การจัดทำเงินเหรียญขึ้นตามลักษณะสากล มีความคิดเริ่มมาตั้งแต่ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอม-เกล้าเจ้าอยู่หัว โดยโปรดเกล้าฯ ให้นายโรเบิร์ต ฮันเดอร์ พ่อค้าชาวอังกฤษ จัดทำตัวอย่างเหรียญทองแดงส่งเข้ามาถวายแต่ไม่โปรดเกล้าฯ ให้นำออกใช้
          ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พ่อค้าชาวต่างชาติได้นำเงินเหรียญเม็กซิโก หรือ “เหรียญนก” มาใช้แลกเปลี่ยนสินค้าในไทย แต่ไม่เป็นที่ยอมรับนัก แม้ต่อมาจะนำตราพระแสงจักรและตรามหามงกุฎที่ใช้ตอกเงินพดด้วงมาตอกลงในเหรียญแต่ก็ไม่เป็นผล
          ในปี พ.ศ.2400 พระบาทสมเด็จพระเจ้าเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้คณะทูตไทยไปเฝ้าสมเด็จ-พระนางวิคตอเรียที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ อัญเชิญพระราชดำริที่จะจัดทำเงินตราไทยเป็นเหรียญด้วยเครื่องจักร เมื่อพระนางวิคตอเรียทรงทราบจึงจัดส่งเครื่องทำเหรียญขนาดเล็กมาถวายเป็นราชบรรณาการ ต่อมาจึงมีการทำเหรียญกษาปณ์ด้วยเครื่องจักรเป็นครั้งแรก เรียกว่า “เหรียญเงินบรรณาการ” ขณะเดียวกันคณะทูตไทยได้สั่งซื้อ เครื่องจักรทำเงินจากบริษัท เทเลอร์ เข้ามาในปี พ.ศ. 2401 โดยพระบาทสมเด็จ-     พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้มีการสร้างโรงงานและพระราชทานนามว่า “โรงกษาปณ์สิทธิการ” โดยในช่วงสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเหรียญต่างๆ เช่น เหรียญแต้เม้ง  เหรียญเงินบรรณาการ เหรียญเงินตราพระแสงจักร-พระมหามงกุฎ

เหรียญแต้เม้ง  ในปี พ.ศ. 2407 พระบาทสมเด็จจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้จัดทำเหรียญทองและเหรียญเงินหนัก 4 บาทเพื่อพระราชทานแด่พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการ เนื่องในงานพระราชพิธีเฉลิม-          พระชนมพรรษาครบ 5 รอบ และมีพระบรมราชานุญาตให้ใช้เป็นเครื่องประดับได้เช่นเดียวกับเครื่องราชอิสริยาภรณ ด้านหน้ามีตรารูปพระมหาพิชัยมงกุฎกระหนาบด้วยฉัตรสองข้าง มีกิ่งไม้เป็นเปลวแทรกอยู่ในท้องลาย และมีดาวอยู่โดยรอบ 32 ดวง ด้านหลังตรงกลางมีอักษร “กรุงสยาม” และมีอักษรจีนอยู่ 4 ทิศ อ่านออกเสียงเป็นภาษาจีนแต้จิ๋วว่า “แต้เม้งทงป้อ” หมายถึง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เหรียญตราพระแสงจักร-พระมหามงกุฎ ทำขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2403 มีชนิดราคา หนึ่งบาท สองสลึง หนึ่งสลึง และหนึ่งเฟื้อง และชนิดราคา 2 บาท ทำขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2406 ผลิตออกใช้แทนเงินพดด้วง โดยเครื่องจักรที่สั่งซื้อจากประเทศอังกฤษ

 

การปฏิรูประบบเงินตราไทย

 

          ในช่วงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงระบบเงินตราอย่างมาก  ทั้งการเปลี่ยนระบบการอิงมาตรฐานจากโลหะเงินเป็นโลหะทองที่ใช้กันทั่วโลก และการยกเลิกการใช้พดด้วง นอกจากนี้การที่พระองค์ได้เสด็จประพาสไปประเทศตะวันตกมากมาย ทรงเห็นว่า ในหลายประเทศจะมีการนำรูปพระมหากษัตริย์หรือผู้ปกครองที่ยึดครองประเทศลงบนเหรียญ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่จึงโปรดเกล้าฯ ให้มีการผลิตเหรียญที่มีรูปพระมหากษัตริย์เป็นครั้งแรก เพื่อแสดงให้เห็นว่า เป็นประเทศที่มีความเป็นอารยะเทียบได้กับตะวันตก
          ในพ.ศ. 2416 แร่ทองแดงและดีบุกมีราคาสูงขึ้น เหรียญที่ผลิตจากแร่ทองแดง ดีบุกมีมูลค่าหน้าเงิน ประชาชนจึงนำไปหลอมขาย ขาดแคลนเงินตราในการแลกเปลี่ยนค้าขาย ประชาชนจึงนำปี้ที่ใช้ในโรงบ่อนมาใช้แทนเงินตรา ต่อมาแม้จะการแก้ปัญหาด้วยการใช้อัฐกระดาษ เหรียญกษาปณ์ทองแดงราคาเสี้ยว อัฐ โสฬส ตรา จปร.-ช่อชัยพฤกษ์ แต่ก็ไม่เป็นที่นิยม และมักนำมาขึ้นเงินที่หอรัษฎากรพิพัฒน์ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงมีพระราชดำริให้งดจ่ายเหรียญเงินทองแดง และยอมให้มีการรับแลกเหรียญเงิน รวมถึงทรงห้ามใช้ปี้ในการแลกเปลี่ยนค้าขายนอกโรงบ่อน และให้ประชาชนนำปี้ไปขึ้นเงินต่อนายบ่อน ต่อมา ใน พ.ศ. 2418 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโรงกษาปณ์แห่งใหม่ขึ้น เรียกว่า “โรงกระสาปณ์สิทธิการ” เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนเงินตรา
          ในช่วงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเหรียญต่างๆ และประชาชนมีการใช้ตัวกลางแลกเปลี่ยนสินค้าต่างๆ เช่น

เหรียญตรา จปร.-ช่อชัยพฤกษ์ เหรียญรุ่นนี้สั่งทำจากโรงงานกษาปณ์เบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ ออกประกาศใช้ในวันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2418 โดยช่วงเวลานั้นแร่ทองแดงและดีบุกมีราคาสูง รัฐบาลพยายามแก้ปัญหาการขาดแคลนเงินตราแลกเปลี่ยนและการใช้ปี้ จึงจัดเหรียญเงินรุ่นนี้ขึ้น แต่ประชาชนไม่นิยมต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงมีพระราชดำริให้งดจ่ายเหรียญเงินทองแดง และยอมให้มีการรับแลกเหรียญเงิน


ปี้โรงบ่อน การเล่นเบี้ยในโรงบ่อนนั้น เดิมใช้เบี้ยและเงินปลีกพดด้วง แต่เนื่องจากเงินพดด้วงมีลักษณะกลมกลิ้งตกหายได้ง่าย แล้วยังมีขนาดเล็กหยิบยาก นายบ่อนจึงจัดทำเครื่องนับคะแนนสำหรับเล่นเบี้ยขึ้น เรียกว่า ปี้ เมื่อจะเข้าไปเล่นการพนัน จะต้องนำเงินไปแลกปี้มาแทง เมื่อเลิกก็เอาปี้ไปแลกคืนเป็นเงินครั้นนานเข้าและเชื่อว่าสามารถนำปี้ไปขึ้นเป็นเงินเมื่อใดก็ได้ เลยมีการนำมาใช้ชำระหนี้สินในบริเวณที่บ่อนตั้งอยู่
ต่อมาในปลายปี พ.ศ. 2416 เกิดภาวะขาดแคลนเงินโลหะ ประชาชนจึงหันไปใช้ปี้ในโรงบ่อนแทนเงินตรา อย่างไรก็ตาม พ.ศ. 2417 เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะเสี่ยงต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศจึงมีการทำอัฐกระดาษขึ้นและออกประกาศห้ามมิให้ใช้ปี้ในการแลกเปลี่ยนค้าขาย


เหรียญบาทจุฬาลงกรณ์สยามมินทร์ ร.ศ.127 เหรียญบาทรุ่นนี้สั่งทำจากโรงกษาปณ์ปารีส ประเทศฝรั่งเศส ทำขึ้นเพื่อเตรียมใช้ตามพระราชบัญญัติมาตราทองคำ ร.ศ. 127 แต่ยังมิทันได้ออกประกาศใช้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็เสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าฯ ให้นำมาใช้พระราชทานในงานพระบรมศพ ด้านหน้าเป็นพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และอักษรพระนาม “จุฬาลงกรณ์” “สยามมินทร์” ด้านหลังมีรูปช้างสามเศียร มีอักษร “สยามรัฐ” “ร.ศ. 127” ชนิดราคาหนึ่งบาท เลข ๔๑ บน ร.ศ. นั้น หมายความว่า ได้ครองราชย์มา 41 ปีแล้ว

 

 

 

เหรียญกษาปณ์ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ

 

          ในช่วงสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อานันทมหิดล เป็นช่วงที่ประเทศไทยประสบวิกฤตเศรษฐกิจอย่างหนัก สืบเนื่องจากภาวะสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 เงินตราที่ผลิตในช่วงเวลานี้จึงเป็นไปในลักษณะของการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เนื่องจากราคาสินค้าต่างๆ แพงขึ้น รวมถึงแร่โลหะที่ใช้ผลิตเงินตรา จึงมีการปรับเปลี่ยนส่วนผสมของโลหะให้มีราคาถูก
สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เกิดภาวะสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้การผลิตเงินตราต้องมีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจ ในช่วงแรกของสงคราม ประเทศไทยเกิดภาวะเงินเฟ้อ เพื่อแก้ปัญหาเงินตราขาดแคลน จึงมีการผลิตเหรียญ 2 ชนิดราคา คือ เหรียญสองสลึงและหนึ่งสลึง ผลิตจากโลหะเงินและทองแดง จากภาวะสงครามทำให้ราคาของโลหะเงินสูงขึ้น การผลิตเหรียญจึงมีการใช้โลหะเงินลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ นอกจากนี้มีการนำเงินที่ผลิตและนำเข้าจากต่างประเทศมาใช้ เช่น เหรียญนิกเกิล 10 สตางค์ 5 สตางค์ และชนิดทองแดง 1 สตางค์ ตราอุณาโลม-พระแสงจักร
สมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ภาวะเศรษฐกิจยังคงตกต่ำอย่างต่อเนื่อง โปรดเกล้าฯ ให้สั่งเหรียญเงินนิกเกิล 5 สตางค์ และชนิดทองแดง 1 สตางค์จากต่างประเทศ เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในการผลิต และทรงให้ยุบโรงกระสาปณ์สิทธิการให้ไปขึ้นต่อกรมฝิ่น และงดผลิตเหรียญกษาปณ์เป็นเวลา 6 ปี
สมัยพระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เมื่อ พ.ศ. 2482 ประเทศไทยได้เปลี่ยนชื่อประเทศจาก “สยาม” เป็น “ประเทศไทย” ข้อความที่ปรากฏบนเหรียญจึงเปลี่ยนจาก “สยามรัฐ” เป็น “รัฐบาลไทย”
วันที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2482 เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้น ภาวะสงครามส่งผลให้สินค้ามีราคาแพง รวมทั้งโลหะที่ใช้ผลิตเหรียญกษาปณ์มีราคาสูงขึ้น การติดต่อสั่งทำเหรียญจากต่างประเทศไม่สะดวก โดยช่วงแรกใช้โลหะเงินและทองแดงในการผลิตเหรียญ ต่อมาโลหะเงินและทองแดงมีปริมาณลดลงและราคาสูงขึ้น จึงนำโลหะดีบุกมาใช้ผลิต
ใน พ.ศ. 2489 มีการผลิตเหรียญชนิดราคา 50 สตางค์ 25 สตางค์ 10 สตางค์ และ 5 สตางค์ ออกใช้ 2 รุ่น รุ่นแรกมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลขณะทรงพระเยาว์ประทับอยู่ด้านหน้า ส่วนด้านหลังเป็นพระครุฑพ่าห์ รุ่นที่สองมีลักษณะด้านหน้าและด้านหลังเหมือนกับรุ่นแรก แต่พระบรมรูปเมื่อครั้งเจริญพระชนมพรรษา เหรียญตราพระบรมรูป ทั้ง 2 รุ่นเป็นเหรียญกษาปณ์ที่ผลิตออกใช้เป็นรุ่นสุดท้ายในรัชกาล

การพกพาเงินในอดีต

 

          สังคมไทยในอดีตเป็นสังคมที่มีเศรษฐกิจขนาดเล็ก เงินตราทำจากโลหะที่มีค่าสูง เช่น ทอง เงิน ทำให้การนำติดตัวไปใช้จ่ายนั้นไม่มีความจำเป็น โดยในอดีตมีรูปแบบการพกพาเงินตราหลายรูปแบบดังนี้


พก เป็นการนำเงินตราจำนวนไม่มากติดตัวไป โดยคลี่ชายผ้านุ่ง ผ้าถุง โสร่ง หรือโจงกระเบนบริเวณเอวออกมาห่อเงินแล้วม้วนเข้าไปเหน็บไว้ที่เอว จึงเรียกชายนุ่งว่า ชายพก


ห่อ ในอดีตคนไทยนิยมกินหมากจึงมีการพกผ้าเช็ดปากติดตัวตลอด ส่วนใหญ่มักมีสีแดง จึงมีการนำผ้าห่อเงินและของมีค่าต่างๆ ด้วย แล้วนำห่อผ้านั้นเก็บไว้ชั้นใต้สุดของหีบหมากที่ถือติดตัว

ถุง การแลกเปลี่ยนค้าขายที่ต้องใช้เงินจำนวนมาก เช่น การซื้อสัตว์เลี้ยงใช้งาน นิยมใช้ถุงที่เรียกว่า ถุงเงิน คนไทยนิยมการใช้ถุงเงินที่ทำจากผ้าซึ่งมีหลากหลายชนิด เช่น ผ้าไหม ผ้าฝ้าย ผ้าแพร เชือกถัก ตามวัตถุประสงค์และฐานะของผู้ใช้ เช่น หากใส่เงินไม่มากนักจะใช้ถุงผ้าแดงขนาดเล็ก

ไถ้ หอยเบี้ยเป็นเงินตรามูลค่าต่ำสุดที่ใช้ในอดีต การพกพาจึงต้องเป็นจำนวนมาก นิยมเก็บไว้ในไถ้ที่ทำจากผ้าเย็บเป็นถุงปากแคบที่มีความยาวมากจนสามารถคาดเอวหรือสะพายแล่งได้ และมีเชือกยาวที่ก้นไถ้ใช้ผูกปิดปากหลังจากคาดไถ้ไว้กับเอว เมื่อต้องการใช้เงิน ต้องแก้เชือกผูกปากไถ้แล้วค่อยๆ เทหอยเบี้ยมานับจำนวนทีละน้อย

เหรียญกษาปณ์ไทยในปัจจุบัน

 

          ในสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เป็นช่วงเวลาที่ระบบการผลิตมีการพัฒนาขึ้นอย่างยิ่ง ทั้งในด้านกรรมวิธีการผลิต ส่วนผสม และลวดลายบนเหรียญ และมีการพัฒนารูปแบบการผลิตเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเพื่อเทิดพระเกียรติ และบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ ที่สำคัญ โดยช่วงเวลานี้สภาวะเศรษฐกิจขยายตัวอย่างรวดเร็ว จึงมีการพัฒนาระบบการผลิตเหรียญกษาปณ์ให้ได้มาตรฐาน สะดวกในการใช้งาน และปลอมแปลงได้ยาก สามารถแบ่งหมวดของเหรียญได้ 2 กลุ่ม คือ เหรียญกษาปณ์หมุนเวียน และเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก
สำหรับเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนที่ใช้ในปัจจุบัน มีทั้งสิ้น 9 ชนิดราคา คือ 1 สตางค์ 5 สตางค์ 10 สตางค์ 25 สตางค์ 50 สตางค์ 1 บาท 2 บาท 5 บาท และ 10 บาท แต่ที่ใช้ทั่วไปมีทั้งสิ้น 6 ชนิดราคา คือ 25 สตางค์ 50 สตางค์ 1 บาท 2 บาท 5 บาท 10 บาท ลวดลายที่ปรากฏในเหรียญได้สื่อความหมายอันประกอบด้วยชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ คือ ด้านหน้าของเหรียญทุกชนิดราคาเป็นรูปพระบรมรูปรัชกาลที่ 9 เพื่อสื่อถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ส่วนหลังเป็นรูปวัดสำคัญจากทุกภูมิภาค เพื่อสื่อถึงสถาบันศาสนา และมีข้อความประเทศไทย สื่อถึงสถาบันชาติ รูปวัดสำคัญที่ปรากฏในเหรียญแต่ละชนิดมีดังนี้

  • ชนิดราคา 1 สตางค์ เป็นรูปพระเจดีย์วัดพระธาตุหริภุญชัย จังหวัดลำพูน
  • ชนิดราคา 5 สตางค์ เป็นรูปพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม
  • ชนิดราคา 10 สตางค์ เป็นรูปพระเจดีย์พระธาตุเชิงชุม จังหวัดสกลนคร
  • ชนิดราคา 25 สตางค์ เป็นรูปพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช
  • ชนิดราคา 50 สตางค์ เป็นรูปพระเจดีย์วัดพระธาตุดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่
  • ชนิดราคา 1 บาท เป็นรูปพระศรีรัตนเจดีย์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร
  • ชนิดราคา 2 บาท เป็นรูปบรมบรรพตวัดสระเกศ กรุงเทพมหานคร
  • ชนิดราคา 5 บาท เป็นรูปพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม กรุงเทพมหานคร
  • ชนิดราคา 10 บาท เป็นรูปพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม กรุงเทพมหานคร

 

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

 

กรมธนารักษ์. วิวัฒนาการเงินตราไทย. กรุงเทพฯ : สำนักบริหารเงินตรา กรมธนารักษ์, 2545.
ธนาคารแห่งประเทศไทย. เงินตราไทย. กรุงเทพฯ : ธนาคารแห่งประเทศไทย, 2538.
นวรัตน์ เลขะกุล. เบี้ย บาท กษาปณ์ แบงค์. กรุงเทพ : สารคดี, 2542.
สุจิตรา มาถาวร. เงินตราในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : บริษัท เอส.ที.พี. เวิลด์ มีเดีย จำกัด, 2541.
อนุรัตน์ โค้วคาสัย. เหรียญกษาปณ์กับคนรุ่นใหม่. กรุงเทพฯ : แสงแดด, 2548.
blog.eduzones.com
business.treasury.go.th