ความหมายของสำริด

 

                ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช 2542 สำริด (Bronze) มีความหมายว่า “โลหะเจือชนิดหนึ่ง ส่วนใหญ่ประกอบด้วยทองแดงกับดีบุก” บางครั้งเรียกว่า ทองสัมฤทธิ์ หรือทองบรอนซ์

                โดยทั่วไปแล้ว สำริด หมายถึงโลหะผสม (Alloy) ที่มีทองแดงและดีบุกเป็นองค์ประกอบหลักในอัตราส่วนที่ทองแดงมากกว่าหลายเท่า โดยดีบุกนั้นเป็นสิ่งที่ช่างสำริดตั้งใจผสมลงไปอย่างน้อย 1-2 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป และใช้ความร้อนสูงราว 1,200 องศาเซลเซียส หลอมแร่ทั้งสองชนิดเข้าด้วยกัน และเมื่อผสมสัดส่วนของดีบุกมากขึ้น สำริดนั้นจะเรียกว่า High Tin Bronze เป็นสำริดที่มีคุณภาพดี ดังเช่นสำริดบางตัวอย่างที่พบในประเทศไทย ซึ่งมีดีบุกเป็นส่วนผสมถึงกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ ทำให้เนื้อสำริดมีสีเงินวาว ส่วนใหญ่พบว่านำมาหล่อเป็นเครื่องประดับมาผนวกกับภูมิปัญญาพื้นบ้าน

 

 

กำไลสำริดจากแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง

ที่มา : พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

 

ประวัติการหล่อโลหะ

 

                การรู้จักนำแร่โลหะมาใช้ทำเครื่องใช้ต่างๆ ของมนุษย์มีมาตั้งแต่สมัยหินใหม่ โดยแร่โลหะชนิดแรกๆ ที่นำมาทำเป็นเครื่องมือเครื่องใช้และเครื่องประดับ คือ ทองคำ (Gold) และทองแดง (Copper) เนื่องจากแร่ธาตุทั้งสองชนิดนี้สามารถพบได้ในสภาพธรรมชาติ (ไม่ต้องผ่านกระบวนการอื่นๆ เช่น การถลุง) คุณสมบัติที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ เป็นแร่ธาตุที่สามารถขึ้นรูปในขณะเย็น (Cold hammering) เพื่อทำเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ตามที่ต้องการได้โดยแทบไม่ต้องผ่านกระบวนการให้ความร้อน

                ต่อมาเมื่อราว 3,000 ปีก่อนคริสตกาลจึงได้มีการพัฒนาเพิ่มขึ้นอีกขั้นหนึ่ง คือ การผสมโลหะเพื่อปรับปรุงคุณสมบัติบางประการให้ดีขึ้น จนเหมาะสมกับการนำโลหะใช้งานในด้านต่างๆ กัน โลหะผสม (Alloy) ที่รู้จักนำมาใช้กันในช่วงแรก คือ สำริด (Bronze) ซึ่งมีสัดส่วนโดยส่วนใหญ่ประมาณนี้ ทองแดง 70-90 เปอร์เซ็นต์ ผสมกับดีบุก 10-30 เปอร์เซ็นต์ ต่อมาเริ่มมีการนิยมเพิ่มโลหะอีกชนิดผสมลงไปด้วยนั่นคือ ตะกั่ว (Lead) เพื่อช่วยให้โลหะหลอมละลายดีและทำให้หล่อง่ายขึ้น

 

 

 

 

เบ้าหล่อสำริดทำด้วยดินเผา

จากแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง

ภาพประกอบจาก มรดกจากอดีต

 

 

กระบวนการผลิตโลหะ

 

1. การขุดแร่ (Mining) คือ การขุดแร่ออกจากแหล่ง โดยเจาะอุโมงค์เข้าไปในภูเขาหรือบริเวณที่เป็นแหล่งแร่ สังเกตเห็นได้จากสีของแร่ที่ปรากฏในเนื้อหินตามผนังถ้ำ เช่น ผนังถ้ำบนเขาพุคา จังหวัดลพบุรี

 

2. การเตรียมแร่ (Ore preparation) คือ การทำความสะอาดเพื่อแยกธาตุแทรกปน (Gangue) เช่น หิน ปูน และทราย ออกจากก้อนแร่ก่อนที่จะนำไปถลุง โดยการทุบก้อนแร่ให้มีขนาดเล็กลง คัดสิ่งที่ไม่ต้องการออก จากนั้นจึงนำไปตากแห้งหรือเผาแร่ตามแต่ชนิดของแร่ กล่าวคือ ถ้าเป็นแร่ทองแดงชนิดซัลไฟต์จะต้องนำแร่มาเผา (Roasting) เพื่อขจัดแร่ซัลไฟต์ที่ทำให้ทองแดงที่ถลุงได้มีรูพรุนและเป็นทองแดงคุณภาพต่ำ ดังนั้นจึงต้องนำแร่ทองแดงชนิดซัลไฟต์มาเผาก่อนนำไปถลุง

 

3. การถลุงแร่ (Smelting) คือการใช้ความร้อนแยกขี้แร่ (Slag) ออกจากสินแร่ เพื่อให้ได้โลหะบริสุทธิ์ (Ingot) และเพื่อทำให้โลหะหลอมเหลวโดยการใส่ก้อนแร่และเชื้อเพลิงลงในเตาถลุง ให้ความร้อนในอุณหภูมิที่สามารถหลอมละลายก้อนแร่ได้ โลหะหลอมเหลวจะไหลลงสู่ก้นเตา ขี้แร่ซึ่งมีมวลน้อยกว่าจะลอยขึ้นสู่บริเวณผิวหน้าและสามารถแยกออกจากโลหะบริสุทธ์ได้โดยง่าย

 

4. การหล่อโลหะ (Casting) ในระยะแรกอาจเป็นการหล่อด้วยแม่พิมพ์หลุมทราย คือเทโลหะหลอมเหลวลงในหลุมทรายที่ขุดไว้ วิธีการนี้ในปัจจุบันยังคงมีใช้กันอยู่ในชุมชนที่ดำเนินชีวิตแบบดั้งเดิม เช่น หมู่บ้านชายแดนประเทศอัฟกานิสถาน ต่อมาจึงมีการนำหินมาแกะสลักทำเป็นแม่พิมพ์ หินที่นิยมใช้ คือ หินทรายและหินสบู่ เพราะมีเนื้อละเอียด จากนั้นจึงพัฒนาสู่การใช้แม่พิมพ์ดินเหนียว ไม้ และโลหะ

 

แบบจำลองแสดงการหล่อโลหะ(Casting)ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง

ภาพประกอบจาก http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=naomichankuro-bara&date=20-08-2009&group=2&gblog=182

 

 

 

การหล่อที่ใช้แม่พิมพ์แบบหลายชิ้น

(Piece-mould)

ที่มา :การศึกษารูปแบบกำไลสำริดที่

ได้จากการขุดค้นจากแหล่งโบราณคดี

บ้านเชียง อำเภอหนองหานจังหวัดอุดรธานี

 

 

การหล่อที่ใช้แม่พิมพ์แบบขับขี้ผึ้ง

(Lost wax or Cire perdue)

ที่มา : การศึกษารูปแบบกำไลสำริดที่ได้

จากการขุดค้นจากแหล่งโบราณคดี

บ้านเชียง อำเภอหนองหานจังหวัดอุดรธานี

 

 

เทคนิคการหล่อโลหะ

 

                กระบวนการหล่อโลหะถือเป็นกระบวนการหนึ่งที่สำคัญในการผลิตเครื่องมือโลหะ ซึ่งกระบวนการหล่อหลายวิธี ดังนี้

 

1. การหล่อโดยใช้แม่พิมพ์แบบเปิด (Open-mould) จัดเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด ประกอบด้วย แม่พิมพ์ชิ้นเดียว (Single-mould) แกะให้เป็นรูปร่างวัตถุตามต้องการ วิธีนี้เหมาะสมกับวัตถุที่มีรูปทรงเรียบง่าย มักใช้ในการหล่อหัวขวานแบบเรียบและเหรียญเรียบ นอกจากนี้ ยังเหมาะกับการหล่อกำไลแบบเรียบ แหวน และโลหะแผ่น เป็นต้น

 

2. การหล่อที่ใช้แม่พิมพ์แบบ 2 ชิ้นประกบ (Bivalve-mould) ใช้แม่พิมพ์ 2 ชิ้นแกะสลักให้มีรูปร่างและขนาดเดียวกัน (Symmetry) เมื่อนำมาประกบกันก็จะเกิดโพรงตรงกลาง สำหรับเทโลหะหลอมเหลวเข้าไปเหมาะกับวัตถุที่มีลักษณะเหมือนกันทั้ง 2 ด้าน นอกจากนี้ยังสามารถใช้หล่ออาวุธ และเครื่องมือที่มีบ้องกลวงไว้สำหรับเข้าด้าม เช่น ใบหอกและขวาน โยการนำแกนปลอมที่ทำจาก ดินเหนียว สอดเข้าในแม่พิมพ์ตรงบริเวณที่ต้องการให้เกิดรูกลวง ใช้เดือยยึดระหว่างแกนกับแม่พิมพ์ทั้ง 2 ชิ้น เพื่อป้องกันการเลื่อนหลุดของแกน

 

3. การหล่อที่ใช้แม่พิมพ์แบบหลายชิ้น (Piece-mould) คือ การหล่อด้วยแม่พิมพ์หลายชิ้นตามความซับซ้อนของตัวแบบ เหมาะกับการหล่อวัตถุที่มีรูปร่างซับซ้อน รูปปั้น และวัตถุที่ภายในกลวง วิธีนี้เริ่มจากการทำแม่แบบ (Model) ให้มีรูปร่างลักษณะเหมือนวัตถุที่ต้องการ จากนั้นจึงนำดินเหนียวมาพอกทับแม่แบบเพื่อใช้เป็นแม่พิมพ์ แล้วแกะพิมพ์ออก โดยการตัดเป็นชิ้นส่วนตามความซับซ้อน นำตัวแม่แบบมาเกลาให้มีขนาดเล็กลง เพื่อใช้ทำแกนแล้วจึงนำแม่พิมพ์แต่ละชิ้นมาประกอบแกน ใช้ไม้หรือหมุดยืดแกนกับแม่พิมพ์แต่ละชิ้นมาประกอบรอบแกน ใช้ไม้หรือหมุดยึดแกนกับแม่พิมพ์แต่ละชิ้น เมื่อทำการหล่อเสร็จแล้วจึงถอดแม่พิมพ์ออก การหล่อแบบแม่พิมพ์หลายชิ้นนี้ เชื่อกันว่าเกิดขึ้นครั้งแรกที่ประเทศจีน เพื่อหล่อภาชนะสำริดขนาดใหญ่ใช้ประกอบพิธีกรรม ดังจะเห็นได้จากหลักฐานการขุดค้นทางโบราณคดี เช่น ที่เมือง Anyang เมืองหลวงของจีนสมัยราชวงศ์ส่าง (Shang dynasty)

 

4. การหล่อที่ใช้แม่พิมพ์แบบขับขี้ผึ้ง (Lost wax or Cire perdue) เป็นวิธีที่เหมาะสำหรับหล่อวัตถุที่มีรูปร่างและการตกแต่งด้วยลวดลายที่มีรายละเอียดซับซ้อนเกินกว่าจะหล่อด้วยวิธีที่กล่าวมาข้างต้นได้ ขั้นตอนการหล่อแบบขับขี้ผึ้งเริ่มจากการปั้นหุ่นดินเป็นแกนกลาง แล้วหุ้มทับด้วยขี้ผึ้งให้หนาเท่ากับเนื้อวัตถุที่ต้องการ

 

 

แม่พิมพ์หินทรายของใบหอกและขวาน แบบ 2 ชิ้นประกบ(Bivalve-mould) ของแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง

ที่มา : มรดกวัฒนธรรมบ้านเชียงBan Chiang Heritage

 

 

ที่ตั้งของแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง

 

               แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง ตั้งอยู่ระหว่างเส้นรุ้งที่ 17 องศา 24 ลิปดา 18 ฟิลิปดาเหนือ และเส้นแวงที่ 103 องศา 14 ลิปดา 42 ฟิลิปดาตะวันออก (พิสิฐ เจริญวงศ์ 2522: 2) ซึ่งอยู่ในเขตตำบลบ้านเชียง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ลักษณะพื้นที่เป็นเนินดินรูปรี ความยาวตามแนวทิศตะวันออก-ทิศตะวันตก ประมาณ 1,350 เมตร กว้างประมาณ 500 เมตร จุดสูงสุดของเนินอยู่ค่อนไปทางทิศตะวันออก สูงจากพื้นที่โดยรอบประมาณ 8 เมตร ใกล้กับแหล่งน้ำ 2 สาย ได้แก่ ห้วยนาคำ และห้วยบาน

แผนที่ภาพถ่ายทางอากาศของ

แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง

ที่มา : มรดกวัฒนธรรมบ้านเชียง

Ban Chiang Heritage

 

 

 

อายุสมัยของแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง

 

               การศึกษาเพื่อกำหนดอายุสมัยทางโบราณคดีจากหลักฐานการขุดค้นในกลุ่มวัฒนธรรมบ้านเชียงนั้น มีนักวิชาการหลายท่านได้ กำหนดลำดับพัฒนาการวัฒนธรรมไว้ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

               ปี พ.ศ. 2519 ดร.พิสิฐ เจริญวงศ์ และ ดร.เชสเตอร์ กอร์แมน ได้จัดลำดับพัฒนาการทางวัฒนธรรมออกเป็น 6 สมัยด้วยกัน จากชั้นทับถม รูปแบบภาชนะดินเผา ประเภทของโบราณวัตถุ และรูปแบบการฝังศพ ดังรายละเอียดนี้

 

ยุคสมัย กำหนดอายุ (B.P.) รูปแบบการฝังศพ โบราณวัตถุ
1-2 5600-4900 นอนงอตัว 1) ภาชนะดินเผาลายขูดขีดสีเทาดำ ขัดมัน
2) ภาชนะดินเผาลายเชือกทาบและขัดมัน
3) ภาชนะทรงกระบอกกลม ตกแต่งและไม่ตกแต่งผิว
3 4900-4000 ฝังศพเด็กในภาชนะ 1) ภาชนะดินเผาลายเชือกทาบมีลายขีดเป็นวงขด
4 4000-3200 1) ภาชนะดินเผาลายเขียนสีและลายขูดขีด
ลายเรขาคณิต และลายขด (บ้านอ้อมแก้ว)
2) โบราณวัตถุสำริดและโลหะผสม
5 3200-2500 นอนหงายเหยียดยาว 1) ภาชนะดินเผาเขียนสีแดงบนพื้นนวล
6 2500-2250 1) ภาชนะดินเผาเคลือบน้ำดินสีแดงและขัดผิวหยาบ

 

               ปี พ.ศ. 2522 ดร.จอยซ์ ไวทส์ ได้จำแนกพัฒนาการวัฒนธรรมบ้านเชียงเหลือเพียง 3 สมัยหลัก อ้างอิงร่วมกับชุดข้อมูลเดิมทั้งรูปแบบการฝังศพ รูปแบบภาชนะดินเผา และโบราณวัตถุ ได้ดังนี้ คือ

 

ยุคสมัย สมัยต้น สมัยกลาง สมัยปลาย
กำหนดอายุ (B.P.) 5600-3000 3200-3000 2300-1800
รูปแบบการฝังศพ 1) นอนหงายเหยียดยาว วางภาชนะดินเผาบริเวณปลายเท้า หรือศีรษะ
2) นอนงอเข่า
3) ฝังศพเด็กทารกในภาชนะดินเผา
        &nbspระยะที่ 1 (5600-4500)
        &nbspภาชนะดินเผาสีดำเทาเข้ม มีฐานหรือเชิงเตี้ย ครึ่งบนของลำตัวมักตกแต่งด้วยลายขูดขีดเป็นเส้นคดโค้งอาจมีการตกแต่งเพิ่มด้วยการกดประทับเป็นจุดหรือเส้นสั้นๆ ในพื้นที่ลายคดโค้ง อาจมีการตกแต่งเพิ่มด้วยการกดประทับเป็นจุดหรือเส้นสั้นๆ ในพื้นที่ลายคดโค้ง ส่วนครึ่งล่างมักตกแต่งด้วยลายเชือกทาบ
        &nbspระยะที่ 2 (4500-4000)
        &nbspภาชนะดินเผาขนาดใหญ่ที่ไว้บรรจุศพทารกก่อนนำไปฝัง และภาชนะดินเผาขนาดปกติ แต่มีลวดลายการขูดขีดเป็นเส้นคดโค้งตกแต่งที่ผิวภาชนะหนาแน่นมากขึ้นกว่าในระยะแรก
        &nbspระยะที่ 3 (4000-3500)
        &nbspภาชนะดินเผาที่มีรูปทรงลำตัวค่อนข้างตรงลักษณะคล้ายทรงกระบอกและภาชนะดินเผารูปทรงแบบหม้อก้นกลม มีลักษณะคอภาชนะสั้นขอบปากตั้งตรง ตกแต่งผิวภาชนะด้วยการกดประทับเป็นลายเชือกทาบตลอกทั้งใบ
        &nbspระยะที่ 4 (3500-3000)
        &nbspภาชนะดินเผาประเภทหม้อก้นกลมตกแต่งผิวภาชนะบริเวณไหล่โดยการขูดขีดเป็นเส้นลายเส้นคดโค้ง ระบายด้วยสีแดงภายในพื้นที่ระหว่างเส้นคดโค้ง ลำตัวภาชนะที่ใต้บริเวณไหล่ลงมา ตกแต่งด้วยการกดประทับเป็นลายเชือกทาบ หรือที่เรียกว่า “ภาชนะดินเผาแบบอ้อมแก้ว”เพราะพบที่บ้านอ้อมแก้วเป็นโบราณวัตถุหลักในชั้นดินระดับล่างสุด
1) นอนหงายเหยียดยาวโดยมีการนำเอาเศษภาชนะดินเผาที่ทุบแตกโรยคลุมศพ ภาชนะดินเผาขนาดใหญ่ผิวสีขาว ไหล่หักมุม พบทั้งแบบก้นแหลมและก้นกลมบางกลุ่มมีการตกแต่งบริเวณขอบปากด้วยการขูดขีดเป็นเส้นและเขียนสีในพื้นที่ระหว่างเส้นในช่วงปลายสมัยพบรูปแบบการตกแต่งด้วยการเขียนสีแดงที่บริเวณปากภาชนะ 1) นอนหงายเหยียดยาวโดยมีการนำภาชนะวางทับบนตัวศพ กลุ่มภาชนะดินเผาที่มีการตกแต่งด้วยการเขียนลายสีแดงบนพื้นนวลในระยะต่อมามีการเปลี่ยนแปลงเป็นการเขียนลวดลายสีแดงบนพื้นแดงในช่วงสุดท้ายปลายสมัยมีการตกแต่งด้วยการเคลือบผิวโดยการชุบหรือทาน้ำดินสีแดง

 

               หลังจากการดำเนินงานโครงการศึกษาค้นคว้าวิจัยแหล่งโบราณคดีบ้านเชียงประจำปี พ.ศ. 2535 ดร.อำพัน กิจงาม ได้เสนอแนวคิดใหม่เกี่ยวกับพัฒนาการทางวัฒนธรรมของบ้านเชียง โดยพิจารณาจากรูปแบบการฝังศพและรูปแบบโบราณวัตถุ จำแนกได้ 3 สมัย คือ

ยุคสมัย กำหนดอายุ (B.P.) รูปแบบการฝังศพ
สมัยต้น 5600-3000 1) นอนหงายเหยียดยาว วางภาชนะดินเผาบริเวณปลายเท้าหรือศีรษะ
2) นอนงอเข่าที่อาจจะพบหรือไม่พบร่วมกับวัตถุอุทิศ
3) ฝังศพเด็กทารกในภาชนะดินเผา
พบหลักฐานใบหอกสำริดฝังร่วมกับศพ ในระยะที่ 3 ของสมัยต้น
กำหนดอายุเชิงเทียบราว 4000-3500 BP.
สมัยกลาง 3000-2300 1) นอนหงายเหยียดยาว โดยมีการทุบภาชนะดินเผาให้แตก
นำมารองตัวหรือโปรยทับบนศพ
พบหลักฐานใบหอกที่ทำด้วยโลหะผสม 2 ชนิด (Bimetallic)
คือสำริดและเหล็กฝังร่วมกับศพ
สมัยปลาย 2300-1800 1) นอนหงายเหยียดยาวแล้ววางภาชนะดินเผาไว้บนตัวศพ

 

 

 

 

การกำหนดอายุสมัยของ

แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง

ของดร.จอยซ์ ไวทส์

โดยพิจารณารูปแบบการฝังศพ

รูปแบบภาชนะดินเผา และโบราณวัตถุ

ที่มา: Ban Chiang : Discovery of a lost bronze age

การโลหะกรรมที่บ้านเชียง

 

               การทำโลหะกรรมสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่บ้านเชียง เริ่มต้นด้วยการใช้สำริดเมื่อช่วงเวลาประมาณ 4500-4000 ปีมาแล้ว หลังจากนั้นเมื่อราว 2700-2500 ปีมาแล้ว จึงเริ่มมีการใช้เหล็ก

               วัตถุที่เกี่ยวเนื่องกับการทำสำริดที่พบที่บ้านเชียง มีทั้งเบ้าดินเผาสำหรับหลอมโลหะและแม่พิมพ์หินทรายสำหรับหล่อโลหะซึ่งเป็นหลักฐานแสดงว่ามีการหลอมและหล่อโลหะขึ้นเองที่บ้านเชียง โดยวัตถุสำริดที่ผลิตขึ้นเองนั้น มีทั้งใบหอก หัวขวาน หัวลูกศร กำไลข้อมือ กำไลข้อเท้า เบ็ดตกปลา ฯลฯ

               โบราณวัตถุสำริดชิ้นเก่าที่สุดที่พบที่บ้านเชียงคือ ใบหอกที่มีส่วนปลายพับงอซึ่งพบในหลุมผังศพหลุมหนึ่งของระยะที่ 3 ของบ้านเชียงสมัยต้นเป็นหลุมฝังศพที่มีอายุราว 4000 ปีมาแล้ว ผลการวิเคราะห์พบว่าใบหอกชิ้นนี้มีกรรมวิธีการทำ คือ เริ่มต้นด้วยการหล่อโดยใช้แม่พิมพ์ชนิด 2 ชิ้นประกบกัน จากนั้นนำไปตีเพื่อตกแต่งรูปร่างให้สมบูรณ์เสร็จแล้วได้ถูกนำไปเผาไฟจนร้อนแดงแล้วปล่อยทิ้งให้เย็นตัวลงอย่างช้าๆ เพื่อลดความเปราะที่เกิดขึ้นเนื่องจากการตีตกแต่ง กรรมวิธีเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าช่างสำริดรุ่นแรกๆ ที่บ้านเชียง มีความเข้าใจในพื้นฐานของการโลหะกรรมสำริดเป็นอย่างดี

               สำริดเป็นโลหะผสมระหว่างทองแดงและดีบุก ซึ่งเป็นโลหะที่ไม่มีอยู่ตามธรรมชาติในบริเวณบ้าน-เชียง ดังนั้นช่างสำริดที่บ้านเชียงจึงต้องได้โลหะทั้งสองชนิดมาจากชุมชนอื่น จึงแสดงให้เห็นว่าการติดต่อแลกเปลี่ยนค้าขายระหว่างชุมชนต่างๆ อย่างเป็นระบบจะต้องเกิดขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยไม่น้อยกว่า 4,000 ปีมาแล้ว

               ต่อมาในราว 2700-2500 ปีมาแล้วเป็นช่วงเวลาที่กาทำสำริดมีพัฒนาการขึ้นมาก และเริ่มปรากฏมีการใช้เหล็กทำเครื่องมือ เครื่องใช้และอาวุธ เช่น หัวขวาน ใบหอก มีด หัวลูกศร ฯลฯ ในช่วงนี้สำริดก็ยังคงเป็นที่นิยมใช้อยู่ แต่เปลี่ยนมาเป็นวัสดุที่ใช้ทำเครื่องประดับเป็นส่วนใหญ่

 

 

 

 

 

ใบหอกสำริดที่พบในหลุมฝังศพหลุมหนึ่ง

ระยะที่ 3 ของบ้านเชียงสมัยต้น

ที่มา: Ban Chiang: Discovery of a lost bronze age.

 

 

 

 

ขวาน สำริดแบบมีบ้องแบบต่างๆ ของแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง

ที่มา : มรดกวัฒนธรรมบ้านเชียง

Ban Chiang Heritage

 

 

ขวานรูปทรงคล้ายรองเท้า ที่จัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง

ที่มา : http://www.thaismile.jp

/FotoGallary /ThaiPics/e_ThaiPhoto _UdonThani.html

 

 

ใบหอกสำริด จากแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง

ที่มา : มรดกวัฒนธรรมบ้านเชียง Ban Chiang Heritage

 

หัวลูกศรสำริด จากแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง

ที่มา : พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

 

 

 

เบ็ดตกปลา จากแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง

ที่มา : พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

 

เครื่องมือสำริดจากแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง

 

               ในการขุดค้นทางโบราณคดีที่บ้านเชียงพบโบราณวัตถุประเภทเครื่องมือสำริดจำนวนมาก ซึ่งสามารถแบ่งประเภทตามการเปรียบเทียบกับรูปแบบเครื่องประดับที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันได้ดังนี้

               1. ขวาน

               ขวานแบบมีบ้อง เป็นเครื่องมือประเภทหนึ่งที่พบมากในแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง พบตั้งแต่สมัยสำริดถึงสมัยเหล็ก สามารถแบ่งแบบย่อยได้ 10 แบบ มีรายละเอียดดังนี้

               แบบที่ 1 ใบขวานเป็นรูปสามเหลี่ยม คมใช้งานเป็นมุมแหลมชัดเจน รวมถึงข้างของใบขวานเป็นมุมเช่นกัน จากมุมข้างสอบและโค้งเว้าที่ส่วนบ้อง ปลายบ้องผายออก บางชิ้นมีการทำลายเส้นตรงคาดที่บริเวณคอระหว่างใบขวานและบ้อง

               แบบที่ 2 ใบขวานผายออกคล้ายพัด คมใช้งานโค้งเป็นครึ่งวงกลม มุมคมใช้งานทั้งสองข้างเชิดขึ้นเล็กน้อย เว้าเข้าหาส่วนบ้อง ปลายบ้องผายออก บริเวณคอระหว่างใบขวานและบ้องมีการตกแต่งด้วยลายเส้นตรง 1-4 เส้นขนานกัน นอกจากนี้บางชิ้นยังปรากฏลายเส้นโค้งปลายชนเข้าหากัน มีการขีดเป็นเส้นคล้ายรัศมีชี้ออกจากตัวลาย โดยขวานรูปแบบนี้ถือเป็นแบบสามัญของแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง

               แบบที่ 3 ลักษณะคล้ายแบบที่ 2 แต่เมื่อเทียบสัดส่วนระหว่างบ้องและใบขวานแล้วบ้องของแบบที่ 3 จะเรียวมากกว่า

               แบบที่ 4 ลักษณะคล้ายแบบที่ 2 และ 3 มีบริเวณกลางใบขวานทำให้ดูคล้ายว่าแบนลงไป ทำให้เกิดเป็นขึ้นมา 2 ข้างที่กลางลำตัว ซึ่งแตกต่างจากจากอีกสองแบบที่กล่าวมา

               แบบที่ 5 ลักษณะคล้ายแบบที่ 2-4 แต่คมใช้งานของขวานจะโค้งน้อยกว่าทำให้ดูเป็นเส้นตรงมากกว่า

               แบบที่ 6 เส้นรอบรูปคล้ายสี่เหลี่ยมคางหมู คมใช้งานโค้งน้อยมากเกือบเป็นเส้นตรงจากมุมคมใช้งานทั้งสองเข้าโค้งเว้าไปหาส่วยบ้อง ปลายบ้องตัดตรง

               แบบที่ 7 ลักษณะคล้ายแบบที่ 2-5 แต่มีขนาดความยาวของบ้องที่ยาวมากกว่าแบบอื่นๆ

               แบบที่ 8 ลักษณะคล้ายแบบที่ 6 แต่รูปร่างจะยาวมากกว่า และคมใช้งานโค้งมนมากกว่า

               แบบที่ 9 ลักษณะคล้ายแบบที่ 1 คือ ใบขวานเป็นสามเหลี่ยม แต่ฐานกว้าง คมใช้งานเป็นมุมแหลมมน จากมุมคมใช้งานทั้งสองข้างตัดเป็นเส้นตรงเข้าส่วนบ้อง ที่เว้าเข้าเล็กน้อย ปลายผายออก

               แบบที่ 10 ลักษณะคล้ายแบบที่ 1 และ 9 คือ คมใช้งานเป็นมุมแหลมมน แต่เส้นข้างของบ้องเกือบเป็นเส้นตรงขนานกัน

 

               ขวานรูปทรงคล้ายรองเท้า เป็นขวานอีกรูปแบบหนึ่งที่พบในกลุ่มวัฒนธรรมบ้านเชียง การเข้าด้ามเป็นแบบบ้อง จัดรูปแบบได้ 3 แบบคือ

               แบบที่ 1 ใบขวานคล้ายรูปสี่เหลี่ยม คมใช้งานโค้งมน เส้นข้างด้านซ้ายเป็นเส้นตรงจากคมใช้งานถึงบ้อง เส้นข้างด้านขวาเฉียงออกและเฉียงขึ้นเข้าหาบ้อง ทำให้เกิดเป็นมุมมนปลายบ้องเว้าเล็กน้อย

               แบบที่ 2 ตัวขวานค่อนข้างโค้ง เส้นข้างลำตัวด้านซ้ายโค้งเว้าจากคมใช้งานถึงปลายบ้อง ด้านขวาโค้งอย่างชัดเจน จากคมใช้งานโค้งขึ้นมายังมุมด้านบน และตัดเป็นเส้นตรงเข้าหาส่วนบ้อง และโค้งเว้าขึ้นไปยังปลายบ้องที่ตัดตรง

               แบบที่ 3 ลักษณะรวมคล้ายแบบที่ 1 แต่มีความแตกต่างตรงคมใช้งานที่มีมุมคม คือ จากมุมคมใช้งานด้านซ้ายตัดโค้งขึ้นไปยังส่วนมุมคมใช้งานบนและตัดเข้าบ้อง บางชิ้นพบการตกแต่งบริเวณระหว่างใบขวาน และบ้อง เป็นรูปวงกลม 2 วงซ้อนกัน และเส้นตรงหลายเส้นขนานกัน คล้ายที่พบบนขวานสำริดแบบที่ 2 โดยพบแม่พิมพ์ประกบคู่สำหรับหล่อขวานรูปแบบนี้ที่แหล่งโบราณคดีบ้านเชียงด้วย ขวานแบบที่ 3 นี้อาจมีการใช้งานต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยสำริด

               2.ใบหอก

               ใบหอกแบบมีบ้อง สามารถแบ่งรูปแบบได้ 2 แบบ ดังนี้

               แบบที่ 1 เป็นใบหอกรูปสามเหลี่ยม คล้ายใบไม้ ขนาดของใบหอกไม่ยาวมากนัก ปลายคมใช้งานเป็นมุมแหลม ผายออกมายังส่วนล่าง ก่อนที่สอบเข้าหาส่วนกั่นที่เป็นบ้อง ที่มีหน้าตัดกลม

               แบบที่ 2 เป็นใบหอกรูปสามเหลี่ยมสูง ส่วนใบยาวเรียว ตรงกลางมีการทำสันนูนต่อเนื่องจากส่วนบ้องถึงปลายแหลม

               3.หัวลูกศร

               หัวลูกศรแบบมีกั่น สามารถจัดรูปแบบได้ 4 แบบ ดังต่อไปนี้

               แบบที่ 1 ส่วนลำตัวของลูกศรเป็นรูปสามเหลี่ยม มีการทำเงี่ยงที่มุมปลายล่างของหัวลูกศรส่วนเข้าด้ามเป็นแบบกั่น

               แบบที่ 2 ส่วนลำตัวของลูกศรเป็นรูปวงรี เส้นรอบรูปโค้งทุกด้าน ส่วนด้ามเป็นแบบกั่น

               แบบที่ 3 ส่วนลำตัวของลูกศรเป็นรูปสามเหลี่ยม ส่วนปลายล่างตัดตรงเข้าหาส่วนเข้าด้ามแบบกั่น

               แบบที่ 4 ส่วนลำตัวของลูกศรเป็นรูปสามเหลี่ยม ส่วนปลายอาจมีการทำเงี่ยงยื่นลงมา จากมุมเงี่ยงเป็นเส้นตรงขึ้นไปหาส่วนเข้าด้ามแบบกั่น

               4.เบ็ดตกปลา

               มีลักษณะแท่งสำริดกลม งอ ปลายด้านหนึ่งแหลมเป็นเงี่ยง อีกด้านสูงขึ้นปลายเป็นใช้ใช้ต่อกับเชือกเพื่อร้อยเข้ากับเบ็ดสำหรับตกปลา

               5.เครื่องมืออื่นๆ ที่ยังไม่ทราบหน้าที่การใช้งาน

 

 

 

 

กำไลสำริดแบบที่มีรูปตัดทรงเรขาคณิตทึบ

จากแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง

ที่มา : พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

 

 

กำไลสำริดแบบรูปตัดกลวง จากแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง

ที่มา : พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

 

กำไลสำริดแบบที่มีรูปตัดทรงเรขาคณิตทึบ

ประดับกระพรวนและปล้องแขน จากแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง

ที่มา : มรดกวัฒนธรรมบ้านเชียง Ban Chiang Heritage

 

กำไลสำริดและห่วงคอสำริด จากแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง

ที่มา : มรดกวัฒนธรรมบ้านเชียง Ban Chiang Heritage

 

 

ลูกกระพรวนสำริด จากแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง

ที่มา : พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

เครื่องประดับสำริดจากแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง

 

               ในการขุดค้นทางโบราณคดีที่บ้านเชียงพบโบราณวัตถุประเภทเครื่องประดับสำริดจำนวนมาก ซึ่งสามารถแบ่งประเภทตามการเปรียบเทียบกับรูปแบบเครื่องประดับที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันได้ดังนี้

               1. กำไล

               กำไลสำริดที่พบ สามารถแบ่งรูปแบบ โดยพิจารณาจากรูปตัดของกำไล ส่วนต่อเติม และลวดลาย ได้ดังนี้

               แบบที่ 1 กำไลสำริดแบบที่มีรูปตัดทรงเรขาคณิตทึบ (วงกลม, วงรี, สี่เหลี่ยม, สามเหลี่ยม) /ไม่มีลวดลาย

               1.1) กำไลรูปตัดทรงเรขาคณิตทึบตัน (วงกลม, วงรี, สี่เหลี่ยม, สามเหลี่ยม) /ไม่มีลวดลาย

               1.2) กำไลรูปตัดทรงเรขาคณิตทึบตัน (สี่เหลี่ยม) /ลายเส้นเฉียง, ลายเฉียงคล้ายตาราง

               1.3) กำไลรูปตัดทรงเรขาคณิตทึบตัน (วงกลม) /มีทั้งมีลายเส้นเฉียงและไม่มีลาย/ที่ปลายมีการตกแต่งคล้ายหัวเป็ด

               1.4) กำไลรูปตัดทรงเรขาคณิตทึบตัน (วงกลม, สี่เหลี่ยม) /ไม่มีลาย/มีปุ่ม,กระพรวน

               1.5) กำไลรูปตัดทรงเรขาคณิตทึบตัน /มีทั้งมีลายและไม่มีลาย/มีกระพรวน, ปุ่ม

               แบบที่ 2 กำไลรูปตัดกลวง

               2.1) กำไลรูปตัดกลวง/ไม่มีลาย

               2.2) กำไลรูปตัดกลวง/มีการตกแต่งลายคล้ายรอยขลิบรอบ

               2.3) กำไลรูปตัดกลวง/ลายขดม้วน, ลายก้นหอย, ลายคล้ายตัว S, ลายเส้นตั้ง

               2.4) กำไลรูปตัดกลวง/ลายก้นหอย,ลายเชือก/ปุ่ม

               แบบที่ 3 ปล้องแขน

               3.1) กำไลรูปตัดกลวง/ไม่มีลาย

               2. ต่างหู

               ต่างหูสำริดที่พบ เมื่อพิจารณาจากรูปทรงด้านตัดและการตกแต่ง พบว่าต่างหูสำริดที่พบมีลักษณะเป็นวงขด รูปทรงด้านตัดเป็นรูปทรงกลม ไม่มีลวดลายประดับ

               3. ห่วงคอ

               ห่วงคอสำริดที่พบ เมื่อพิจารณาจากรูปทรงด้านตัดและรูปทรงของห่วงคอ สามารถแบ่งได้ 2 แบบ คือ

               แบบที่ 1 ห่วงคอรูปตัดทรงกลม ไม่มีลวดลาย บริเวณปลายทั้งสองข้างทำเป็นรูปหัวเบ็ด

               แบบที่ 2 ห่วงคอรูปตัดทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าวงเปิด ไม่มีลวดลาย บริเวณตรงกลางด้านนอกของห่วงมีลักษณะเป็นสัน

               4. กระพรวน

               5. เครื่องประดับอื่นๆ ที่ไม่ทราบหน้าที่การใช้งาน

 

เอกสารอ้างอิง

 

ภาษาไทย

จิราภรณ์ อรัณยะนาค และคณะ. สำริดโลหะที่เปลี่ยนโลก. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิซซิ่ง, 2548.

นฤพล หวังธงชัยเจริญ. การศึกษาลักษณะที่วัดได้ของกระดูกใต้กะโหลกศีรษะของมนุษย์ยุคก่อน ประวัติศาสตร์จากแหล่ง
               โบราณคดีวัดโพธิ์ศรีใน บ้านเชียง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี.
วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต
               สาขาวิชาโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ภาควิชาโบราณคดี บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2552.

ภีร์ เวณุนันทน์. การศึกษาเปรียบเทียบรูปแบบเครื่องมือที่ทำด้วยสำริดและเหล็กยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอน- ปลายที่พบ
               ในประเทศไทยและประเทศเวียดนาม.
วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์
               ภาควิชาโบราณคดี บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2553.

วิลภา กาศวิเศษ. การศึกษาเครื่องประดับที่ได้จากการขุดค้นที่วัดโพธิ์ศรีใน ตำบลบ้านเชียง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี
               ประจำปี พ.ศ. 2546.
สารนิพนธ์ศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดี คณะ โบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2546.

วิสันธนี โพธิสุนทร และคณะ. นำชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2553.

วิสันธนี โพธิสุนทร และคณะ. มรดกวัฒนธรรมบ้านเชียง Ban Chiang Heritage. กรุงเทพฯ: สำนัก- พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ, 2550.

สว่าง เลิศฤทธิ์. มรดกจากอดีต. กรุงเทพฯ: ศิลปาบรราณาคาร, 2547.

 

ภาษาอังกฤษ

Joyce C. White. Ban Chiang : Discovery of a lost bronze age. Philadelphia: University of Pennsylvania
               Press, 1982.

 

Website

http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=naomichankuro-bara&date=20-08-2009&group=2&gblog=182

http://www.thaismile.jp/FotoGallary/ThaiPics/e_ThaiPhoto_UdonThani.html